ไป๋อิงมองซากศพเหล่านั้นอย่างเย็นชา ก่อนก้าวไปยังตำแหน่งที่กระจกทองสัมฤทธิ์เพิ่งต้านทานการโจมตีถึงตายของขวานผานกู่ไว้ได้
เพียงยกมือ กระจกโบราณทองสัมฤทธิ์ที่เต็มไปด้วยรอยร้าวก็ลอยเข้าสู่ฝ่ามือของนาง
ปลายนิ้วของไป๋อิงไล้ผ่านรอยแตกดุจใยแมงมุมบนผิวกระจก ทันใดนั้นก็ชะงักอยู่ตรงขอบกระจก ที่นั่นมีแผ่นเหล็กสีดำคล้ำขนาดประมาณเล็บมือฝังอยู่ ผิวหน้าปกคลุมด้วยรอยเว้าแหว่งจากการกัดกร่อนของกาลเวลา
“หืม?”
ทันทีที่ปลายนิ้วของนางสัมผัสแผ่นเหล็ก จี้หยกสามชิ้นในญาณพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ผิวหยกเนียนนุ่มกลับเปล่งแสงสีแดงร้อนระอุ ความรู้สึกนี้...ราวกับเศษชิ้นส่วนของศาสตราเทพที่พลัดพรากกันมานาน ในที่สุดก็ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง
รูม่านตาของไป๋อิงหดแคบลงฉับพลัน
จี้หยกสามชิ้นนี้เป็นที่พึ่งพิงสำคัญที่สุดของนาง ทว่าบัดนี้กลับเกิดเสียงสะท้อนรุนแรงกับแผ่นเหล็กชิ้นนี้!
แผ่นเหล็กนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่
นางไม่ลังเลแม้แต่น้อย ชูสองนิ้วประหนึ่งคมดาบ เสียง “เคร้ง” ดังขึ้น ก่อนแผ่นเหล็กจะถูกแซะออกจากกระจก
ชั่วขณะที่แผ่นเหล็กหลุดออกจากตัวกระจก กระจกทองสัมฤทธิ์ทั้งบานก็แตกเป็นผุยผงดัง “แครก” ส่วนแผ่นเหล็กสีดำคล้ำกลับลอยขึ้นกลางฝ่ามือของนาง ลวดลายเต๋าสีทองละเอียดถี่ยิบเริ่มปรากฏบนพื้นผิว
ไป๋อิงมองออกว่าแผ่นเหล็กนี้น่าจะมาจากศาสตราเทพชิ้นหนึ่ง นางเก็บมันไว้
ในตอนนั้นเอง นางพลันรู้สึกว่าแรงกดดันทั้งหมดภายในค่ายกลหายไปจนหมดสิ้น
ค่ายกลกลับคืนสู่ความสงบ ไม่มีแรงกดดันอีกต่อไป และไม่อาจเปิดใช้งานได้อีก
บนใบหน้าของไป๋อิงมีรอยยิ้มขื่นขมจาง ๆ
