แอปซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีไอคอนสีเขียวหมุนอยู่สองรอบกลางแดนรกร้างที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ก่อนจะแสดงข้อความ “เชื่อมต่อหมดเวลา” ขึ้นมา
เป้ยเป้ยทำปากยื่นอย่างผิดหวัง ท่าทางกระวนกระวายเหมือนเด็กที่ทำผิดแล้วต้องเผชิญหน้ากับผู้ปกครอง
“ขอโทษนะคะคุณปู่...”
เธอก้มหน้า มือเล็กทั้งสองข้างบิดไปมา “ที่นี่ไม่มีเน็ต เลยซื้อหมูตุ๋นให้คุณปู่กินไม่ได้ หนูโง่มากเลยใช่ไหมคะ?”
อากาศในถ้ำดินราวกับข้นเหนียวขึ้นมา จนผู้คนแทบหายใจไม่ออก
ผู้บังคับหมู่ชราและหู่จื่อมองเด็กน้อยหน้าตาน่ารักราวกับตุ๊กตาที่ก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิด หัวใจราวกับถูกมือใหญ่บีบแน่นจนเจ็บแปลบ
เด็กดีอะไรอย่างนี้ เติบโตมาในกองความสุขเช่นนั้น แต่พอมาถึงถิ่นทุรกันดารแห่งนี้ สิ่งแรกที่คิดไม่ใช่รังเกียจ กลับเป็นการอยากมอบของที่ดีที่สุดให้พวกเขา
ชายผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บัญชาการมีแววสะเทือนใจวาบผ่านดวงตา
เขาย่อตัวลงอย่างอ่อนโยน ใช้นิ้วเช็ดฝุ่นดินเหลืองที่เปื้อนแก้มของเป้ยเป้ย
นิ้วมือของเขาหยาบกร้าน ปลายนิ้วเต็มไปด้วยหนังด้านจากการจับพู่กันและถือปืนมานานหลายปี พอสัมผัสผิวบอบบางของเป้ยเป้ยจึงทำให้เธอรู้สึกคันนิด ๆ
“เด็กโง่เอ๊ย”
เสียงของชายผู้นั้นทุ้มอบอุ่น เปี่ยมด้วยพลังมั่นคงดุจเสาหลัก
“หนูมอบของขวัญที่ดีที่สุดให้คุณปู่แล้ว หนูทำให้คุณปู่รู้ว่าศึกครั้งนี้ที่พวกเราสู้ไม่ได้เสียเปล่า เลือดที่พวกเราหลั่งก็ไม่ได้เสียเปล่าเหมือนกัน”
ทันใดนั้น ประตูไม้หนาหนักบานหนึ่งที่เดิมปิดสนิทอยู่ลึกเข้าไปในถ้ำดินก็ส่งเสียงเอี๊ยดขึ้นมาอย่างไร้สัญญาณเตือน
กระแสลมประหลาดเริ่มหมุนวนอยู่ในพื้นที่แคบ ๆ ฝุ่นผงที่เคยหยุดนิ่งพลันลอยย้อนกลับขึ้นไป
ในแสงสีเหลืองสลัวด้านหลังเป้ยเป้ย มีเสียงจากอีกโลกหนึ่งดังแว่วมา
“เก้าสิบแปด... เก้าสิบเก้า... เป้ยเป้ย? ซ่อนตัวดีหรือยัง? แม่จะไปจับแล้วนะ!”
เสียงแม่!
เสียงนั้นทะลุผ่านกำแพงกาลเวลาอย่างชัดเจน พาความสงบและความรื่นเริงของสังคมยุคปัจจุบันมาด้วย เมื่อตัดกับเสียงหายใจหนักอึ้งในถ้ำดินแห่งนี้ก็ชวนให้รู้สึกเหมือนโลกสองใบฉีกกระชากออกจากกัน
ดวงตาเป้ยเป้ยเป็นประกาย เธอหันกลับไปตามสัญชาตญาณ “แม่ค่ะ! แม่มาหาหนูแล้ว!”
ชายผู้นั้นจับความเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กรอบตัวได้อย่างว่องไว แม้จะไม่เข้าใจเรื่องรูหนอนกาลเวลา แต่สัญชาตญาณของเขาเหนือกว่าคนทั่วไป
ประตูบานนี้กำลังจะปิด
เด็กน้อยที่เหมือนนางฟ้าคนนี้ต้องกลับไปแล้ว
ที่นี่คือสนามรบอันโหดร้าย ไม่ใช่ที่ที่เธอควรอยู่
“หนูน้อย”
ชายผู้นั้นลุกขึ้น ร่างสูงใหญ่บังลมทรายที่พัดโหมอยู่ด้านนอก ราวกับกำลังปกป้องเธอจากความทุกข์ยากของยุคสมัยอันวุ่นวายทั้งมวล
“แม่เรียกแล้ว รีบกลับบ้านเถอะ อย่าปล่อยให้แม่เป็นห่วง”
เป้ยเป้ยลังเลเล็กน้อย เธอมองประตูที่กำลังเปล่งแสง แล้วมองคุณลุงคุณอาที่อยู่ตรงหน้า เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งแต่แววตาเปี่ยมเมตตา
แม้เธอยังเด็ก แต่ก็รู้สึกได้ว่าคุณลุงคุณอาเหล่านี้ลำบากและหิวมาก
“แต่ว่า...”
เป้ยเป้ยเม้มริมฝีปาก ดวงตากลมโตมีน้ำตาคลอ “แต่คุณปู่ยังไม่ได้กินของอร่อยเลย เสื้อผ้าของทุกคนก็ยังขาดอยู่...”
ความเศร้าที่ไม่รู้สาเหตุโอบล้อมเด็กน้อยวัยสามขวบครึ่ง
เธอไม่รู้ว่านี่คือความโหดร้ายของยุคสมัยนั้น เพียงรู้สึกอย่างไร้เดียงสาว่าไม่อยากให้คนดี ๆ เหล่านี้ต้องลำบาก
“คุณปู่ไม่หิวหรอก”
ชายผู้นั้นยิ้มอย่างเปิดเผยและองอาจ “ขอแค่รู้ว่าต่อไปพวกหนูจะได้กินอิ่ม ต่อให้ตอนนี้คุณปู่ต้องดื่มลมตะวันตกเฉียงเหนือ ก็ยังหวานชื่นอยู่ดี!”
เป้ยเป้ยสูดจมูก แล้วตัดสินใจขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เธอหมุนตัวอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ใช้มือเล็กทั้งสองข้างแกะกระเป๋าเป้ใบจิ๋วที่สะพายอยู่ด้านหลังอย่างยากลำบาก
มันเป็นกระเป๋าสีชมพูสั่งทำพิเศษ พิมพ์ลายหมูเพปปา ประณีตงดงามราวกับงานศิลปะ
“หนูไม่เอากลับไปแล้ว!”
เป้ยเป้ยวางกระเป๋าลงบนโต๊ะสี่เหลี่ยมสีดำที่ขาหักไปข้างหนึ่งอย่างลนลาน แล้วควักของข้างในออกมาจนหมด
“นี่คือยาลดไข้ค่ะ แม่บอกว่าถ้าเป็นไข้ให้กินนิดเดียวก็หายแล้ว เป็นรสสตรอว์เบอร์รี ไม่ขมด้วย!”
เธอหยิบยาน้ำสีชมพูขวดหนึ่งวางลงบนโต๊ะ
รูม่านตาของผู้บังคับหมู่ชราหดเล็กลงทันที
ยา!
นี่เป็นยาฝรั่ง แถมยังเป็นยาลดไข้!
ในโรงพยาบาลแนวหน้า มีทหารกี่คนที่เสียชีวิตในอ้อมแขนของเขา เพียงเพราะแผลติดเชื้อจนเป็นไข้ ทั้งที่ขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์
ยาน้ำสีชมพูขวดเล็ก ๆ นี้มีค่ามากกว่าทองคำในยุคนี้ถึงหมื่นเท่า!
“แล้วก็อันนี้! แผ่นให้ความร้อนค่ะ!”
เป้ยเป้ยหยิบแผ่นแปะสีขาวออกมาหลายแผ่น “แปะไว้บนเสื้อผ้าแล้วจะอุ่นขึ้น แบบนี้หัวเข่าของพี่หู่จื่อก็จะไม่เจ็บแล้ว!”
หู่จื่อยกมือกุมหัวเข่าที่โผล่พ้นเสื้อผ้าโดยไม่รู้ตัว น้ำตาหยดแหมะลงบนผืนดินสีเหลืองที่แตกระแหง
“แล้วก็อันนี้... อันนี้...”
สุดท้ายเป้ยเป้ยหยิบช็อกโกแลตสองชิ้นที่ห่อด้วยกระดาษสีทองออกจากกระเป๋า เป็นของที่เธอเสียดายที่สุด ไม่ค่อยยอมกิน
“นี่คือช็อกโกแลตค่ะ กินแล้วจะมีแรงเยอะมาก ๆ เลย!”
เธอทิ้งกระเป๋าหมูเพปปาใบจิ๋วที่ว่างเปล่าไว้บนโต๊ะด้วย ราวกับอยากทิ้งโชคดีทั้งหมดของตัวเองไว้ให้คนที่น่ารักที่สุดกลุ่มนี้
“คุณปู่คะ ของพวกนี้ให้ทุกคนเลย!”
เป้ยเป้ยเงยหน้า ใบหน้ามีน้ำตาหยดเกาะอยู่แต่ยิ้มสดใส “ต่อไป... ต่อไปเป้ยเป้ยจะให้พ่อส่งของอร่อยมาให้อีกนะคะ! ส่งน่องไก่ชิ้นใหญ่ ๆ มาให้เยอะ ๆ เลย!”
แรงดูดจากประตูแสงด้านหลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เสียงลมทรายด้านนอกก็ดังขึ้นทุกที
“รีบไปเถอะ”
ชายผู้นั้นดันเธอเบา ๆ แววตาเต็มไปด้วยความอาลัย แต่ที่มากกว่านั้นคือความเด็ดเดี่ยว “กลับไปตั้งใจเรียน ตั้งใจเติบโตให้ดี”
“จำคำคุณปู่ไว้ ต่อไปไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ต้องยืดหลังตรง เพราะเบื้องหลังของพวกหนูมีเพื่อนร่วมชาติยืนอยู่!”
เป้ยเป้ยพยักหน้าอย่างเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
เธอถอยหลัง ร่างเล็กค่อย ๆ เลือนหายเข้าไปในแสงนั้น
ในวินาทีที่กำลังจะหายไป เธอกลับโบกมือเล็ก ๆ แล้วตะโกนเสียงใสว่า “คุณปู่ลาก่อน! คุณลุงลาก่อน! พี่หู่จื่อลาก่อน! ทุกคนต้องดูแลตัวเองดี ๆ นะคะ!”
แสงสว่างเจิดจ้าขึ้น
สีสันสดใสอันเป็นเอกลักษณ์ของเสื้อผ้าสมัยใหม่กะพริบวาบเป็นครั้งสุดท้ายในถ้ำดินสีหม่น ก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ลมหยุดพัด ทรายร่วงหล่น
ความเงียบงันราวกับความตายกลับคืนสู่ถ้ำดิน
เหลือเพียงกระเป๋าสีชมพูที่ยังอุ่นอยู่ ลูกอมกระต่ายขาวนมสดไม่กี่เม็ด และยาน้ำสีชมพูขวดหนึ่ง วางโดดเดี่ยวอยู่บนโต๊ะสีดำผุพัง เป็นหลักฐานว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่ใช่ความฝัน
หู่จื่อทรุดก้นลงกับพื้นราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนหมด จ้องกระเป๋าใบนั้นแล้วร้องไห้โฮ
“ผู้บังคับหมู่... นั่นคืออนาคตใช่ไหม?”
“พวกเราจะ... จะรอจนถึงวันนั้นได้จริง ๆ ใช่ไหม?”
หู่จื่อร้องไห้พลางคว้าลูกอมบนโต๊ะขึ้นมาเม็ดหนึ่ง กำไว้ในมือแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ราวกับสิ่งที่กำอยู่คือความหวังของคนทั้งชาติ
ผู้บังคับหมู่ชราก็มีดวงตาแดงก่ำเช่นกัน เขายกยาน้ำขวดนั้นขึ้นมาด้วยมือสั่นเทา
บนฉลากมีคำอธิบายพิมพ์ด้วยอักษรจีนตัวย่อแน่นขนัด แม้จะมีบางตัวที่เขาอ่านไม่ออก แต่ความประณีตแบบอุตสาหกรรมทำให้เขารู้ว่าสิ่งนี้ไม่มีทางผลิตขึ้นได้ในยุคสมัยนี้
“ได้สิ”
เสียงของผู้บังคับหมู่ชราแหบพร่า แต่หนักแน่นอย่างยิ่ง “ต้องได้แน่ เด็กคนนั้นไม่ได้พูดหรอกหรือ นั่นคือแผ่นดินที่พวกเราต่อสู้เพื่อสร้างขึ้นมา”
ชายที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะมาตลอดเวลานี้กลับเงียบงันผิดปกติ
เขาไพล่มือไว้ด้านหลัง สายตาลึกล้ำจับจ้องไปยังจุดที่เป้ยเป้ยหายไป ประตูไม้ที่เดิมหนักอึ้ง บัดนี้กลับว่างเปล่า
สายตาของเขาราวกับทะลุผ่านถ้ำดินผุพังแห่งนี้ ผ่านทะเลทรายสีเหลืองที่แผ่กว้าง ผ่านสงครามและควันปืนตลอดหลายสิบปี ตรงไปยังอนาคตที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้าและแสงไฟระยิบระยับ
เห็นตัวเองที่ยืนอย่างผึ่งผายในวันที่อยู่บนหอเทียนอันเหมิน
เห็นธงแดงโบกสะบัดท่ามกลางสายลมตะวันตก
เห็นจีนใหม่ที่ไม่มีสงคราม ไม่มีความอดอยาก และไม่มีความอัปยศอีกต่อไป
เนิ่นนานทีเดียว
ชายผู้นั้นค่อย ๆ ยกแขนขวาขึ้น
ในถ้ำดินเรียบง่ายที่แสงสลัวและฝุ่นฟุ้งกระจาย ผู้บัญชาการกองทัพนับพันนับหมื่นยืนทำวันทยหัตถ์ต่อความว่างเปล่า ต่ออนาคต ได้อย่างถูกต้องไร้ที่ติ
วันทยหัตถ์นี้ มอบให้ความไร้เดียงสา
วันทยหัตถ์นี้ มอบให้อนาคต
วันทยหัตถ์นี้ มอบให้ปาฏิหาริย์ยิ่งใหญ่ที่จะถือกำเนิดขึ้นบนแผ่นดินผืนนี้!
“ทหารเวร!”
เสียงของชายผู้นั้นดังขึ้นกะทันหัน ก้องกังวานราวระฆังยักษ์ สะเทือนจนฝุ่นบนเพดานถ้ำร่วงกราวลงมา
“รับคำสั่ง!”
ทหารเวรด้านนอกขานรับแล้วรีบวิ่งเข้ามา
ชายผู้นั้นชี้ไปยังกระเป๋าสีชมพูบนโต๊ะ สีหน้าเคร่งขรึมสง่างามอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับมันไม่ใช่ของเล่นเด็ก แต่เป็นเอกสารลับสุดยอดที่เกี่ยวข้องกับชะตากรรมของชาติ
“เอากระเป๋าใบนี้ไปเก็บให้ดี ห่อด้วยกระดาษน้ำมันอย่างดีที่สุด แล้ววางไว้ชั้นล่างสุดของหีบเอกสารฉัน”
“ของในนี้ไม่ใช่ลูกอม ไม่ใช่ยา”
สายตาของชายผู้นั้นกวาดผ่านเหล่าทหารที่มีน้ำตาคลออยู่ตรงนั้นทีละคน เขาเอ่ยชัดถ้อยชัดคำว่า
“นี่คืออนาคต”
“นี่คือความหวัง”
“นี่คือความหวังที่เพื่อนร่วมชาติสี่ร้อยล้านคนของเราจะปกป้องไว้ แม้ต้องหลั่งเลือดหยดสุดท้าย!”
หู่จื่อเช็ดน้ำตาบนใบหน้า ลุกขึ้นยืนพรวดแล้วทำวันทยหัตถ์ให้กระเป๋าใบนั้นดังฉับ “รับทราบ! จะปกป้องจนตัวตาย!”
...
ยุคปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในเมือง
“ครบหนึ่งร้อยแล้ว! แม่มาจับแล้วนะ!”
พอเสียงแม่จบลง ประตูไม้เก่าหนักอึ้งบานนั้นก็ค่อย ๆ ถูกผลักเปิด
“เอี๊ยด...”
ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศผสมกับกลิ่นหอมจาง ๆ พัดเข้ามาปะทะใบหน้า
แม่โผล่หน้าเข้ามา เดิมคิดว่าจะเห็นลูกสาวซ่อนอยู่หลังประตู แต่กลับเห็นเป้ยเป้ยยืนอยู่กลางห้องจัดแสดงที่ว่างเปล่า ใบหน้าเล็กเปื้อนดินเหลืองมอมแมม ทั้งยังมีเศษหญ้าแห้งติดอยู่บนเสื้อขนเป็ด
ส่วนกระเป๋าหมูเพปปาที่เธอสะพายเป็นประจำกลับหายไป
“เป้ยเป้ย?”
แม่ตกใจ รีบวิ่งเข้าไปอุ้มลูกสาวขึ้นมา “ตายแล้ว หนูไปคลุกโคลนที่ไหนมาเนี่ย? ทำไมมอมแมมขนาดนี้? กระเป๋าใบเล็กของหนูอยู่ไหน?”
นักท่องเที่ยวที่ชมพิพิธภัณฑ์อยู่รอบ ๆ ได้ยินเสียงทางนี้ก็พากันหันมามอง
เป้ยเป้ยจ้องพื้นหินอ่อนสว่างวับตรงหน้าอย่างเหม่อลอย มองโคมระย้าคริสตัลระยิบระยับเหนือศีรษะ แล้วมองฝูงชนแต่งตัวดีที่ถือโทรศัพท์ถ่ายรูปอยู่รอบ ๆ
เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่... เป็นความฝันหรือเปล่า?
ลมหนาวที่เสียดแทงกระดูก กลิ่นทรายเหลืองที่ทำให้คอแห้งผาก แล้วก็หัวเข่าของพี่หู่จื่อที่เห็นกระดูกโผล่ออกมา...
เป้ยเป้ยเบะปาก ก่อนจะชี้ไปยังภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่บนผนังไม่ไกล แล้วตะโกนเสียงดังว่า
“แม่คะ! คุณปู่คนนั้น!”
แม่มองตามนิ้วของลูกสาวไป
นั่นคือภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ที่ถ่ายทอดภาพฐานที่มั่นของการปฏิวัติ
ตรงกลางภาพ ชายคนหนึ่งยืนอยู่บนหุบเขาแห่งที่ราบสูงดินเหลือง สายตาลึกล้ำมองไปยังที่ไกล แม้เสื้อผ้าจะขาดรุ่งริ่ง แต่ก็เปี่ยมด้วยบารมีสะท้านฟ้าดิน
แม่ยิ้มพลางหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดหน้าให้ลูกสาว “เป้ยเป้ยรู้จักคุณปู่ด้วยเหรอ?”
“อื้อ แน่นอนว่ารู้จักค่ะ!”
เป้ยเป้ยร้อนใจจนหน้าแดง โบกมือเล็ก ๆ ประกอบท่าทาง “เมื่อกี้เขายังอุ้มเป้ยเป้ยเลย! กินลูกอมที่หนูให้ด้วย! เขายังบอกอีกว่า...”
เสียงของเป้ยเป้ยเริ่มสั่นเครือ ราวกับน้อยใจอย่างยิ่งแต่ก็จริงจังมาก
“เขาบอกว่าเขาไม่หิว... บอกว่าถ้าเป้ยเป้ยได้กินอิ่ม ต่อให้เขาดื่มลมก็ยังหวาน...”
เหล่าวัยรุ่นที่กำลังหัวเราะพูดคุยกันอยู่แถวนั้นพลันชะงัก รอยยิ้มแข็งค้างบนใบหน้า
ชายชราคนหนึ่งที่กำลังเล่าประวัติศาสตร์ให้หลานฟังสะท้านไปทั้งร่างเมื่อได้ยิน เขาหันกลับมามองเด็กน้อยที่มอมแมมอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
แม่คิดว่าลูกดูภาพจนอินแล้วแต่งเรื่องขึ้นมา จึงยิ้มปลอบว่า “จ้ะ ๆ คุณปู่รักเป้ยเป้ยที่สุดเลย ถ้าอย่างนั้นหนูเอากระเป๋าไปให้คุณปู่แล้วใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ!”
เป้ยเป้ยพยักหน้าแรง ๆ “เอาไปให้พี่หู่จื่อรักษาขา! แล้วก็ให้คุณปู่ฟันหลอด้วย!”
ทันใดนั้น เสียงระฆังบอกเวลาตรงชั่วโมงก็ดังขึ้นจากเครื่องกระจายเสียงของพิพิธภัณฑ์
ท่วงทำนองอันไพเราะของเพลง “ตงฟางหง” ก้องกังวานไปทั่วห้องจัดแสดงอันกว้างขวาง
เมื่อได้ยินเสียงเพลง เป้ยเป้ยก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอผละจากอ้อมกอดแม่ ยืนอยู่หน้าภาพวาดขนาดใหญ่ แล้วเลียนแบบชายคนนั้นด้วยการยกมือเล็ก ๆ ที่เปื้อนดินขึ้นแตะข้างคิ้ว
เป็นวันทยหัตถ์ที่ยังไม่ค่อยถูกต้องนัก แต่เต็มไปด้วยความไร้เดียงสาและความจริงใจอย่างยิ่ง
ในภาพวาด สายตาของชายผู้นั้นดูราวกับทะลุผ่านผืนผ้าใบและกาลเวลายาวนานแปดสิบปี มาจับจ้องเด็กน้อยที่เติบโตอย่างไร้กังวลในยุคสมัยอันรุ่งเรืองด้วยความอ่อนโยน
ราวกับกำลังพูดว่า
หนูน้อย เห็นหรือยัง?
ยุคสมัยอันรุ่งเรืองนี้ เป็นอย่างที่หนูปรารถนา
...
ผู้บังคับหมู่ชรากำลังทำตามคำสั่งของผู้บัญชาการอย่างระมัดระวัง เตรียมหากระดาษน้ำมันมาห่อกระเป๋าสีชมพูใบนั้น
ตอนยกกระเป๋าขึ้นเพื่อสะบัดฝุ่นด้านใน นิ้วของเขากลับสัมผัสโดนแผ่นแข็ง ๆ แผ่นหนึ่งในช่องเล็กด้านในกระเป๋า
“นี่อะไร?”
ผู้บังคับหมู่ชราดึงมันออกมาด้วยความสงสัย ท่ามกลางแสงตะเกียงน้ำมันสลัว ชายผู้นั้นกับเหล่าทหารก็พากันเข้ามาดู
มันคือ “ภาพถ่ายครอบครัว” จากโรงเรียนอนุบาลของเป้ยเป้ย
ฉากหลังในภาพคือจัตุรัสเทียนอันเหมินอันยิ่งใหญ่ เป้ยเป้ยนั่งอยู่บนบ่าพ่อ มือโบกธงแดงดาวห้าดวง ยิ้มแย้มราวกับดอกไม้
