สวี่อิงฮุยกับวั่งไฉกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้ง
หวังเจ๋อใช้การกระทำพิสูจน์ความภักดี จนได้ชื่อว่าเป็นพวกเดียวกันแล้ว
นับจากนี้ไป พวกเขาก็พอจะเรียกได้ว่าเป็นพวกที่ร่วมเป็นร่วมตายกัน
สวี่อิงฮุยรินเครื่องดื่มที่เพิ่งซื้อมาใส่แก้วให้หวังเจ๋อ “ดื่มสักอึก ทำใจให้เย็นก่อน แล้วค่อยไปล้างตัวในห้องน้ำ”
หวังเจ๋อรับแก้วมาอย่างเหม่อลอย ก่อนจะดื่มรวดเดียวหมด “แค่ก ๆ ๆ!”
เพราะดื่มเร็วเกินไป เขาจึงไอออกมา
แต่เสียงไอนั่นก็ทำให้หวังเจ๋อได้สติกลับมา
เขายื่นแก้วกระดาษที่ดื่มหมดแล้วให้สวี่อิงฮุย ตามสัญชาตญาณอยากจะกล่าวขอบคุณ
แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปาก กลับพูดไม่ออกเสียอย่างนั้น
สุดท้ายจึงได้แต่เดินหน้าหม่นไปทางห้องน้ำ
ขณะที่หวังเจ๋อกำลังล้างหน้า เสียงของสวี่อิงฮุยก็ดังขึ้นอีกครั้ง “เสิ่นเจียอีกับไอ้หมอนั่น คงถูกฉันทำให้พังไปแล้วสินะ”
“ความปรารถนาของนาย ฉันช่วยทำให้เป็นจริงแล้วนะ”
หวังเจ๋อได้ยินแล้วก็ยิ้มขื่น ๆ ก่อนตอบเสียงเบา “อืม เป็นจริงแล้ว”
มาถึงขั้นนี้แล้ว
เขาไม่มีอารมณ์จะสนใจความปรารถนาบ้าบออะไรนั่นอีก
พูดกันตามตรง
ต่อให้ตอนนี้เสิ่นเจียอีมาคุกเข่าอยู่ตรงหน้า หวังเจ๋อก็คงไม่รู้สึกอะไรแล้ว
เมื่อได้ยินคำตอบของหวังเจ๋อ
สวี่อิงฮุยก็ยิ้มกว้าง หยิบกระดาษเอสี่แผ่นนั้นออกมาจากลิ้นชัก
ในตอนนี้ อักขระบนกระดาษเอสี่เปลี่ยนเป็นสีแดงไปแล้ว
สีแดงหมายความว่าพลังปรารถนาถูกดูดซับไปแล้ว
และยังหมายความว่าสามารถหลอมเป็นศิลาวิญญาณได้ด้วย
สวี่อิงฮุยขยำกระดาษเอสี่ทั้งสองแผ่นเป็นก้อน แล้วโยนให้วั่งไฉ “ไอ้หมาโง่! หลอมให้ได้เยอะ ๆ หน่อย!”
มุมปากวั่งไฉกระตุก มันพูดเสียงเบาว่า “มา ๆ ๆ! นายทำเองสิ! นายทำเอง!”
ให้ตายเถอะ!
คิดว่ามันไม่อยากหลอมให้ได้เยอะ ๆ หรือไง?
มันหลอมไม่ได้ต่างหาก จะให้ทำยังไงล่ะ!
วั่งไฉกลืนกระดาษเอสี่ลงไปในคำเดียว จากนั้นก็กระโดดขึ้นไปบนโซฟา ขดตัวเป็นก้อน แล้วหลับตาเริ่มหลอม
สวี่อิงฮุยมองท่าทางของวั่งไฉแล้วถอนหายใจ
พลังปรารถนาเป็นอะไรที่พิสดารจริง ๆ เขากับวั่งไฉเองก็ใช่ว่าจะไม่เคยหาวิธีเพิ่มมัน
แต่ปัญหาคือไม่มีทางนี่สิ!
ตอนแรกที่พวกเขาตัดสินใจจะหาแหล่งศิลาวิญญาณ สวี่อิงฮุยก็เคยลองแล้ว
ก่อนจะหาคนรับช่วงต่อจากพี่สาวอ้วนหนัก 200 ชั่งคนนั้น สวี่อิงฮุยไปหาเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งก่อน
จากนั้นก็กล่อมชักจูงให้เด็กพูดความปรารถนาว่าอยากได้เงิน แล้วให้เซ็นชื่อประทับลายนิ้วมือบนกระดาษเอสี่
ตอนนั้นเด็กคนนั้นบอกว่าอยากได้เงิน 100 หยวน สวี่อิงฮุยก็ให้ไป 100 หยวน
ไม่มีปฏิกิริยาอะไร
เขาเลยให้ไปอีก 100 หยวน
ก็ยังไม่มีปฏิกิริยา
พอทำทุกขั้นตอนจนเสร็จ สวี่อิงฮุยเสียเงินไปตั้ง 600 หยวน
ผลลัพธ์น่ะเหรอ ไม่ได้อะไรกลับมาเลยสักนิด
ตอนนั้นสวี่อิงฮุยโมโหจนดึงเงิน 600 หยวนกลับคืนมาเสียเลย!
แต่ถึงจะเอาเงินของตัวเองคืน เขาก็ไม่ได้รังแกเด็กคนนั้น
อย่างไรเสีย การรังแกเด็กก็ไม่ค่อยดีนัก
ผู้ใหญ่ที่ไหนจะไปถือสาเด็กกันล่ะ?
เพราะทางลัดใช้ไม่ได้ผล เรื่องที่คนหนึ่งกับหมาหนึ่งตัวต้องขยันหาคนรับช่วงต่อจากพี่สาวอ้วนจึงเกิดขึ้น
“เฮ้อ! ถ้าเป็นแบบนี้ เมื่อไรถึงจะได้สร้างฐานกันล่ะ?”
ศิลาวิญญาณที่หลอมจากพลังปรารถนามีคุณภาพแค่ระดับล่าง
ประเมินแบบเผื่อเหลือเผื่อขาดแล้ว การสร้างฐานต้องใช้ศิลาวิญญาณระดับล่างหลายพันก้อน หรืออาจถึงหลักหมื่น
แถมศิลาวิญญาณแต่ละก้อนยังหนักประมาณ 50-70 กรัม
คิดคำนวณแบบนี้ แค่ศิลาวิญญาณที่ต้องใช้เพื่อสร้างฐานก็เป็นจำนวนมหาศาลแล้ว
ให้คนหนึ่งกับหมาหนึ่งตัวทำงานจนตาย ก็คงรวบรวมไม่ครบอยู่ดี
แค่คิดถึงเรื่องนี้ สวี่อิงฮุยก็ปวดหัวแล้ว
หรือว่าชาติก่อนเขาเคยผงาดอยู่ในยุทธภพ แต่ชาตินี้ต้องใช้ชีวิตอย่างไร้ผลงานงั้นเหรอ?
ระหว่างที่สวี่อิงฮุยกำลังสงสัยในชีวิต
หวังเจ๋อซึ่งล้างคราบสกปรกออกหมดแล้วก็เดินออกมา “คุณสวี่ ต่อจากนี้จะเอายังไงดี?”
เรื่องสำคัญที่สุดตอนนี้ คือจะจัดการหลินอวี่ ผู้ตื่นพลังคนนี้อย่างไร
สวี่อิงฮุยหาววอด “นายลองเสนอความคิดมาสิ”
“ไม่งั้นก็ฆ่ามันทิ้ง!” หวังเจ๋อกัดฟันพูด
เห็นได้ชัดว่าหลังจากโดนกระบองฟาดไปหลายทีเมื่อครู่ สภาพจิตใจของหวังเจ๋อก็เปลี่ยนไปแล้ว
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาด
บางครั้ง แค่เวลาห่วย ๆ เพียง 1 นาทีก็ทำให้คนเปลี่ยนไปได้
หวังเจ๋อเองก็อยากรีบจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด จะได้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ
แต่ความคิดของเขายังไร้เดียงสาเกินไปหน่อย
อย่างที่บอกไปแล้ว ถ้าผู้ตื่นพลังตายขึ้นมาสักคน พวกเขาคงได้เดือดร้อนกันถ้วนหน้า
หวังเจ๋อถอนหายใจ “พรุ่งนี้ ถ้าหลินอวี่ไม่กลับสถาบันอวี้หยวนตั้งแต่เช้า แถมยังขาดการติดต่อ พวกเราก็อันตรายเหมือนกัน”
สวี่อิงฮุยจุดบุหรี่
เรื่องนี้เขารู้อยู่แล้ว เพราะงั้นต้องจัดการให้เสร็จคืนนี้
“ถ้าจะฆ่าจริง ๆ ก็ต้องฆ่าเสิ่นเจียอีด้วย นายลงมือได้เหรอ?” สวี่อิงฮุยพูดหยอกด้วยสีหน้ายิ้มกึ่งไม่ยิ้ม
หวังเจ๋อสูดหายใจลึก “ได้”
สวี่อิงฮุยหัวเราะชอบใจ แล้วยกนิ้วโป้งให้หวังเจ๋อ “ไร้หัวใจดี ฉันชอบ”
“งั้นนายไปสิ ตอนนี้เสิ่นเจียอีอยู่หอพักในมหาวิทยาลัย นายต้องหาทางลอบเข้าไป”
“ลอบสังหารเสร็จก็หนีออกมา”
หวังเจ๋อถึงกับพูดไม่ออก เขาจะมีฝีมือแบบนั้นได้ยังไง?
แต่พอพูดถึงฝีมือแล้ว…
“คุณสวี่ ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็บอกพ่อผม ให้เขาลองหาคนไปไกล่เกลี่ยกับหลินอวี่ เรื่องนี้ก็จะจบได้!”
สวี่อิงฮุยชะงักไป “พ่อนายเหรอ? นายเป็นลูกคนรวย?”
หวังเจ๋อส่ายหน้า “ก็ไม่เชิง…”
หวังเจ๋อบอกว่าครอบครัวเขาไม่ได้ร่ำรวยมาก แต่เพราะงานของพ่อ เขาจึงรู้จักผู้ตื่นพลังระดับสูงหลายคน
น่าจะพอหาทางจัดการเรื่องนี้ได้
ผู้ตื่นพลังเองก็แบ่งระดับกันด้วย
คนอย่างหลินอวี่ที่โดนฟาดด้วยท่อเหล็กไม่กี่ทีก็สลบ เห็นได้ชัดว่าเป็นแค่มือใหม่
ถึงจะมีความสำคัญแค่ไหน ก็คงไม่ได้สำคัญมากนัก
ถ้าเชิญผู้ตื่นพลังระดับสูงออกหน้าไกล่เกลี่ย หลินอวี่ก็น่าจะยอมรับฟัง
“แล้วถ้ามันไม่ยอมล่ะ?” สวี่อิงฮุยหัวเราะเย็นชา “ถ้ามันตั้งใจจะฆ่านายให้ได้ล่ะ? ยังไงมันก็เห็นหน้านายแล้วนี่”
“คงไม่หรอกมั้ง…” หวังเจ๋อพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
สวี่อิงฮุยพูดต่อ “งั้นนายก็จะลากพ่อนายลงน้ำไปด้วยไม่ใช่หรือไง?”
หวังเจ๋อ: “…”
“นายเป็นลูกชายคนเดียวของพ่อหรือเปล่า?”
“ไม่ครับ ผมยังมีพี่ชายอีกคน…”
“งั้นพ่อนายจะทิ้งนายไปเลยก็ได้นี่นา ยังไงนายตายไป เขาก็ไม่ได้ไร้ทายาทเสียหน่อย”
หวังเจ๋อ: “…”
สวี่อิงฮุยอดถอนใจไม่ได้ คนเรานี่นะ เรียนหนังสือมากเกินไปก็ไม่ดี เรียนจนโง่เอาได้
ถ้าอยากโตเป็นผู้ใหญ่ ก็ต้องออกไปดูโลกภายนอกให้รู้ว่าจิตใจคนเราซับซ้อนแค่ไหน
“ไอ้หนุ่ม ออกไปข้างนอกอย่าซื่อเกินไป คนเรามีอะไรซ่อนอยู่ในใจ แม้แต่พ่อลูกแท้ ๆ ก็เหมือนกัน”
“พี่น้องแตกคอกัน หรือพ่อลูกฆ่ากันเอง ฉันเห็นมาเยอะแล้ว”
“เมื่อก่อนฉันรู้จักคนไร้หัวใจคนหนึ่ง เขาบอกว่าถ้าจำเป็น เขาขายแม่ตัวเองเข้าซ่องได้เลย”
แน่นอนว่าสวี่อิงฮุยไม่ได้สนใจจะสั่งสอนใคร
แต่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว
ในเมื่อพ่อของหวังเจ๋อมีเส้นสายอยู่บ้าง…
“ให้พ่อนายพาพวกเราออกนอกประเทศได้ไหม?”
โลกนี้ไม่เหมือนโลกที่จากมา ประเทศต่าง ๆ ไม่ได้รักษาสันติภาพกันแค่เปลือกนอก
ที่นี่ ประเทศต่าง ๆ มีเรื่องกระทบกระทั่งกันอยู่ตลอด
แม้แต่บางพื้นที่ห่างไกลก็ยังมีสงคราม
เรื่องออกนอกประเทศนี่ น่าคิดอยู่เหมือนกัน
“ออกนอกประเทศเหรอ? น่าจะได้มั้ง”
“งั้นก็ดี ถ้าไม่ไหวจริง ๆ เราก็หนีเอาตัวรอดกัน”
ในจังหวะนั้นเอง
วั่งไฉที่หลับตาอยู่บนโซฟาก็ลืมตาขึ้นมากะทันหัน “อ้วก!”
พร้อมกับเสียงขย้อนของวั่งไฉ
ก้อนหินใสขนาดเท่าไข่ไก่ก้อนหนึ่งก็ถูกมันคายออกมา
หินก้อนนี้คือศิลาวิญญาณ!
สวี่อิงฮุยเห็นแล้วรูม่านตาหดเล็ก “ใหญ่ขนาดนี้เลย!”
เขารีบเก็บหินขึ้นมา แล้วหยิบเครื่องชั่งดิจิทัลออกมา
พอชั่งเสร็จ สวี่อิงฮุยก็สูดหายใจเฮือก “ซี้ด! 59 กรัม?!”
น้ำหนักขนาดนี้แทบจะเท่ากับศิลาวิญญาณที่สมบูรณ์เต็มก้อน!
……
