เช้าวันถัดมา
หญิงสาวทั้งสามล้างหน้าแปรงฟันเสร็จแล้วก็นั่งประจำที่โต๊ะอาหาร
เฉินเจี๋ยมองไปทางห้องนอนเป็นระยะ ๆ ยิ่งเข้าใจพรสวรรค์ของเฉิงเย่มากขึ้น
มิน่าหลงซินถึงพูดแบบนั้น
แต่เธอก็ยังคงสงบนิ่ง
“พี่เฉิน ไม่มีอะไรอยากถามบ้างเหรอ?” สวีเหมิงอดถามไม่ได้
เมื่อคืนเฉินเจี๋ยเห็นหลงซินเดินเข้าไปกับตาตัวเอง แต่กลับไม่มีสีหน้าเปลี่ยนไปเลย
“มีลงทุนก็ย่อมมีผลตอบแทน ฉันว่ามันสมเหตุสมผลดี”
“...”
สวีเหมิงกระตุกหางตา นี่ไม่ใช่คำตอบที่เธออยากได้สักหน่อย
แปดโมงครึ่ง ทุกคนกินมื้อเช้าเสร็จแล้วก็มานั่งพักบนโซฟา
“เธออย่าจ้องฉันตลอดแบบนั้นสิ” หลงซินเริ่มอึดอัดเพราะสายตาของสวีเหมิง
สวีเหมิงแค่นเสียงเบา ๆ “ทำไมเธอถึงไม่เป็นอะไรเลยสักนิด”
หา?
หลงซินไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร
“ฮึ มีแกล้งฉันอยู่คนเดียวสินะ เฉิงเย่นี่ร้ายจริง ๆ”
ตอนนี้หลงซินถึงได้เข้าใจ ที่แท้ก็หมายถึงเรื่องนั้นนี่เอง
เฉินเจี๋ยที่อยู่ข้าง ๆ พลันถามขึ้นว่า “หลังจากเขาเห็นแล้วพูดว่าอะไร?”
หลงซินหน้าแดงทันที “ก็...ไม่มีอะไร...แค่ตื่นเต้นนิดหน่อย”
เธอไม่คิดเลยว่าเฉินเจี๋ยจะถามเรื่องนี้
“พวกเธอพูดเรื่องอะไรกัน?” สวีเหมิงถามด้วยความอยากรู้
ทำไมเฉิงเย่ถึงตื่นเต้นล่ะ?
เดี๋ยวนะ ดูเหมือนทุกครั้งเขาก็ตื่นเต้นมากอยู่แล้วนี่
เฉินเจี๋ยเลิกคิ้ว “พวกเธอไม่รู้เหรอ ตรงนั้นของเธอไม่มี...”
“พี่เฉิน!” หลงซินร้องเสียงออดอ้อน
เรื่องแบบนี้จะพูดออกมาได้ยังไง
น่าอายจะตาย
สวีเหมิงนึกว่าเป็นเรื่องอะไรเสียอีก “อ๋อ เรื่องนั้นน่ะ ฉันรู้ตั้งแต่ยื่นมือไปแตะครั้งก่อนแล้ว เรื่องนี้เฉิงเย่ตื่นเต้นก็จริง แต่ฉันเองก็ตื่นเต้นเหมือนกัน”
