เมื่อเข้าไปถึงเรือนด้านใน คุณชายจินก็ไปพบนายท่านอิ่นตามลำพัง ส่วนหวังเหล่าเอ้อร์กับตาเฒ่าหลิวยืนรออยู่ใต้ระเบียงราวสิบนาที ก่อนคุณชายจินจะเดินออกมาพร้อมพ่อบ้าน
ทั้งสามกินมื้อใหญ่กันในห้องรับแขกเล็ก มีอาหารเย็นสี่อย่าง อาหารร้อนสี่อย่าง คุณชายจินเป็นคนกินเป็นอยู่แล้ว เขาคีบถั่วลิสงแกล้มเหล้าอย่างเชื่องช้า พลางยกจอกขึ้นจิบ ส่วนหวังเหล่าเอ้อร์กับตาเฒ่าหลิวเห็นว่าไม่มีคนนอก จึงกินกันจนพุงกาง
หลังอิ่มหนำสำราญ ทั้งสามก็เข้าไปในห้องเก็บศพ ให้คนเปลี่ยนเครื่องเซ่นชุดใหม่ คุณชายจินพาทั้งสองล้างมืออย่างละเอียด แล้วทั้งสามก็จุดธูปไหว้
เมื่อไล่คนไม่เกี่ยวข้องออกไปหมดแล้ว คุณชายจินก็ปิดประตู ก่อนเดินตรงไปยังข้างโลง มือทำมุทรา ปากพึมพำอยู่กับอากาศตามลำพัง หวังเหล่าเอ้อร์ฟังไม่รู้เรื่องสักคำว่าพูดอะไร ตาเฒ่าหลิวเองก็ดูงุนงงไม่ต่างกัน
พอพึมพำเสร็จ ตาเฒ่าหลิวก็เรียกหวังเหล่าเอ้อร์ให้ช่วยถอดเสื้อผ้าศพตัวใหญ่ ทั้งเสื้อ กางเกง และกางเกงชั้นในถูกถอดออกจนหมด ก่อนจะโยนร่างเปลือยลงในโลง
ตาเฒ่าหลิวเริ่มใช้มือลูบคลำศพที่เปลือยเปล่า ทั้งกด นวด คลึง และบีบ หากทาน้ำมันอีกหน่อยก็คงเป็นการทำสปาเต็มรูปแบบ ขาดก็แค่กระโดดขึ้นไปเหยียบหลังเท่านั้น
การทำสปาใช้เวลาไม่นาน ราวสิบกว่านาที ตาเฒ่าหลิวก็เงยหน้าพูดกับคุณชายจิน
“อีกหนึ่งชั่วยามก็จัดการได้แล้ว”
ทั้งสามใช้น้ำร้อนกับสบู่ล้างมือจนสะอาด คุณชายจินเห็นธูปที่จุดไว้เผาไหม้หมดแล้ว จึงหยิบส้มจากเครื่องเซ่นมาสามลูก แจกคนละลูก
ตาเฒ่าหลิวหัวเราะหึ ๆ พลางปอกเปลือกส้ม หวังเหล่าเอ้อร์ไม่กล้ากิน คุณชายจินจึงบอกว่า
“ธูปไหม้หมดแล้ว ผลไม้ที่เซ่นไว้ก็กินได้แล้ว กินเถอะ ไม่ต้องกังวล”
หวังเหล่าเอ้อร์มีชีวิตมาร่วมสามสิบปี นี่เป็นครั้งแรกที่ได้กินส้ม เขาจึงปอกเปลือกตามอย่างคุณชายจิน
เห็นหวังเหล่าเอ้อร์ไม่เคยกินส้มมาก่อน คุณชายจินจึงเดินไปที่โต๊ะบูชา หยิบส้มที่เหลืออีกสองลูกมายื่นให้
“พี่รอง เอาสองลูกนี้กลับไปให้ลูกสาวกิน”
ทั้งสามผลัดกันสูบบุหรี่อีกคนละมวน พูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนคุณชายจินจะเอ่ยขึ้น
“น่าจะได้เวลาแล้ว พี่หลิว รีบลงมือหน่อย พอจัดการเสร็จ พรุ่งนี้พี่รองยังมีงานต้องทำอีก”
ตาเฒ่าหลิวลุกขึ้นเดินไปที่โลง วันนี้หวังเหล่าเอ้อร์ได้เปิดหูเปิดตาจริง ๆ
ตาเฒ่าหลิวไปยืนข้างศพ เริ่มนวดคลึงกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ทั้งสองข้างอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าเขาออกแรงอย่างไร กล้ามเนื้อแข็งทื่อที่เห็นอยู่ค่อย ๆ อ่อนนุ่มลง
เขาพลิกฝ่ามือศพให้หงายออก กางแขนทั้งสองข้างทำมุมฉากกับลำตัว แล้วใช้หัวไหล่ดันฝ่ามือศพ พร้อมเปล่งเสียงจากลมหายใจ “ฮึ่ย!”
ข้อไหล่ก็หลุดออกมา เขาทำให้แขนข้างหนึ่งของศพหลุดจากเบ้า
“ให้ตายเถอะ ตาเฒ่าหลิวคนนี้ช่างใจถึงจริง ๆ” หวังเหล่าเอ้อร์อุทาน สีหน้าตื่นตะลึง
“บ้านเขาสืบทอดอาชีพคนชันสูตรศพมาหลายชั่วอายุคน แค่จัดการศพแข็งทื่อจะไปยากอะไร
“ท่านผู้เฒ่าคนนี้ตายอย่างสงบตามอายุขัย ชาติหน้าคงได้เกิดในตระกูลใหญ่ ทั้งชีวิตไม่เคยลำบากอะไร ไม่ได้มีเรื่องอัปมงคลติดตัว แค่ท่าทางตอนตายดูไม่งามเท่านั้น
“ถ้าปล่อยไว้อีกสักสองสามวัน บางทีอาจจัดท่าให้เข้าที่เองได้ แต่นายท่านอิ่นอยากรักษาหน้าตาน่ะ”
ระหว่างที่คุณชายจินคุยกับหวังเหล่าเอ้อร์ ตาเฒ่าหลิวก็ถอดข้อไหล่ของศพออกหมด แล้วใช้ค้อนท่อนไม้ทุบส่วนที่แข็งเป็นพิเศษให้นุ่มลงเล็กน้อย พอเสร็จแล้วก็เรียกหวังเหล่าเอ้อร์มาช่วยสวมเสื้อผ้าให้ศพอีกครั้ง
ภายหลังหวังเหล่าเอ้อร์เล่าว่า พอถอดข้อไหล่ออกแล้ว แขนขาศพก็ห้อยย้อยไปหมด แค่ช่วยสวมเสื้อผ้าก็ลำบากแล้ว แถมยังไม่เข้าท่าเอาเสียเลย
เมื่อช่วยท่านผู้เฒ่าตระกูลอิ่นสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย ตาเฒ่าหลิวก็ใส่ข้อไหล่กลับเข้าที่ จากนั้นท่านผู้เฒ่าตระกูลอิ่นก็นอนเหยียดตรงอยู่ในโลง
คุณชายจินล้างมืออีกครั้ง จุดธูปสามดอก แล้วพึมพำพลางจับตาดูธูปทั้งสามดอกเขม็ง จนกระทั่งธูปไหม้หมดอย่างราบรื่น เวลาที่ไหม้หมดต่างกันไม่ถึงสิบวินาที เรื่องนี้จึงถือว่าเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์
เขาเปิดประตูเรียกพ่อบ้านเข้ามา พ่อบ้านมองดูแวบหนึ่งแล้วชูนิ้วโป้งให้คุณชายจิน เตรียมจะจัดอาหารให้ แต่คุณชายจินปฏิเสธ
เมื่อออกจากประตูบ้านสกุลอิ่น คุณชายจินก็แปะยันต์ไว้บนหลังของหวังเหล่าเอ้อร์กับตาเฒ่าหลิว กำชับให้ทั้งคู่เดินตรงไป ห้ามหันกลับ ทั้งสามจึงเดินทางกลับบ้านหวังเหล่าเอ้อร์พร้อมกัน
คนที่บ้านแง้มประตูรอหวังเหล่าเอ้อร์ไว้ ภรรยาของเขาต้มน้ำร้อนไว้หม้อใหญ่ล่วงหน้า ทั้งสามใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำร้อนเช็ดตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าในห้องด้านนอกจนสะอาดเอี่ยม จากนั้นก็ขึ้นเตียงเตาไปนอน
เพิ่งกินอาหารเช้าเสร็จ พ่อบ้านก็มาอีกครั้ง คราวนี้มาส่งตาเฒ่าหลิวกลับเมืองถู่หลง
คุณชายจินบอกว่า คืนนี้เป็นวันครบเจ็ดวันหลังตายของลูกชายคนเล็กตระกูลอิ่น วิญญาณจะกลับมา เขาจะกินมื้อเย็นก่อนแล้วค่อยไปบ้านสกุลอิ่นช่วงบ่าย จึงให้ทางบ้านสกุลอิ่นเตรียมคนเฝ้าบ้านที่มีปืนสักสามสี่คน พร้อมหาชาวบ้านร่างกำยำอีกหลายคน ให้เตรียมพร้อมรอคำสั่งในตอนกลางคืน คนที่เกิดปีมะโรง ปีมะเส็ง หรือปีวอกห้ามมา
คุณชายจินยังกำชับหวังเหล่าเอ้อร์ให้ใช้ตะปูตอกปลายไม้แอชจีนด้านหนึ่งให้กลายเป็นกระบองหนามยาวห้าเซนติเมตร พอตอกเสร็จแล้ว ให้ใช้ไม้สองท่อนกับลวดทำเป็นซี่กั้นทุกระยะยี่สิบเซนติเมตรในแนวขวาง
พูดง่าย ๆ ก็คือใช้ไม้พวกนี้ทำเป็นรั้วกว้างสามเมตร สูงสองเมตร มีช่องห่างกันยี่สิบเซนติเมตร ส่วนด้านบนให้ตอกตะปูทำเป็นกระบองหนาม
พอฟ้าเริ่มมืด คุณชายจินก็ให้หวังเหล่าเอ้อร์กับลูกชายคนโตแบกรั้วไปบ้านสกุลอิ่น จากนั้นส่งลูกชายคนโตกลับบ้าน ส่วนหวังเหล่าเอ้อร์ให้นั่งรออยู่ในห้องยาม
คุณชายจินเข้าไปในเรือนด้านใน ไม่นานก็พาคนรับใช้ร่างผอมแห้งคนหนึ่งออกมา ทั้งสามยืนอยู่ใต้โคมขาวที่แขวนอยู่นอกประตู บนโคมเขียนอักษรไว้สำหรับงานศพ
หวังเหล่าเอ้อร์เล่าในภายหลังว่า ช่วงเวลานี้แหละที่น่าขนลุกที่สุดในเรื่องครั้งนี้ คืนก่อนตอนย้ายศพท่านผู้เฒ่าตระกูลอิ่น เขายังไม่รู้สึกกลัวเท่านี้เลย
บนฟ้ามีเพียงจันทร์เสี้ยวเล็ก ๆ พวกเขายืนอยู่ริมถนนนอกประตู นอกจากหิมะที่กำลังตกก็แทบมองไม่เห็นอะไร เหนือศีรษะมีโคมขาวแขวนอยู่...
เมื่อฟ้ามืดสนิท คุณชายจินก็จับตาดูถนนที่ทอดมาจากปากทางเข้าหมู่บ้าน หวังเหล่าเอ้อร์มัวแต่คิดฟุ้งซ่าน ในหัวมีแต่ปีศาจและภูตผี ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร คุณชายจินก็พลันตะโกนเสียงดัง “หยุด!”
เขายื่นมือไปข้างหน้า ทำท่าคว้ากลางอากาศ แล้วสะบัดใส่คนรับใช้คนนั้น หวังเหล่าเอ้อร์สาบานภายหลังว่าเห็นแสงสีขาวสายหนึ่งพุ่งออกจากฝ่ามือคุณชายจิน
คนรับใช้คนนั้นพลันอ่อนยวบ ทรุดลงกับพื้น ผ่านไปราวครึ่งนาที ดวงตาของเขาก็เบิกโพลงจ้องเขม็ง เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคุกเข่าลงโขกศีรษะกับพื้นอย่างบ้าคลั่ง
“คุณชาย ช่วยข้าด้วย ช่วยชีวิตข้าด้วย!”
น้ำมูกน้ำตาไหลอาบหน้า
คุณชายจินก้าวไปคว้าปกเสื้อด้านหลังของเขา แล้วลากกึ่งหิ้วกึ่งกระชากเข้าไปในห้องยาม หวังเหล่าเอ้อร์จะตามเข้าไปด้วย แต่คุณชายจินห้ามไว้ ให้เขายืนรออยู่หน้าประตู
หวังเหล่าเอ้อร์แนบหูฟังอยู่หลังกำแพง ไม่นานนายท่านอิ่นก็มาถึง ต่อมาภรรยาเอกใหญ่ก็มาอีกคน ได้ยินทั้งเสียงร้องไห้และเสียงคร่ำครวญ หวังเหล่าเอ้อร์ฟังไปเดาไป จึงพอจับต้นชนปลายได้
ใจความคร่าว ๆ คือคุณชายคนนั้นกำลังนอนสะลึมสะลืออยู่ที่บ้าน จู่ ๆ ก็มีหญิงงามเปลือยเปล่าเข้ามาในห้อง ช่างเร่าร้อนเหลือเกิน! เร่าร้อนสุด ๆ!
เขาอยู่ในวัยเลือดลมพลุ่งพล่าน ทั้งยังเป็นสุภาพบุรุษ ในเมื่อหญิงสาวเปลือยกายอยู่ จะให้เขาสวมเสื้อผ้าอยู่คนเดียวก็คงไม่เหมาะ จึงถอดตามไปด้วย
ขณะที่กำลังจะทำเรื่องชวนให้กายใจเป็นสุข เขาก็เดินตามหญิงสาวออกไปอย่างสะลึมสะลือ ตอนออกจากบ้านยังเป็นคนลงกลอนประตูเอง ส่วนคนเฝ้าประตูก็นอนหลับน้ำลายยืดอยู่ในห้องยาม
เขาเดินไปตามถนนใหญ่ที่ออกจากหมู่บ้าน ตามหญิงงามเข้าไปในภูเขา จากนั้นก็พบจุดจบอันแสนอนาถ ถูกเสือกินจนหมดเนื้อ กลายเป็นอาหารกระป๋องแมวขนาดยักษ์
หลายวันมานี้เขาสะลึมสะลืออยู่ตลอด เดินออกห่างจากเสือไม่ได้ วันนี้เป็นวันครบเจ็ดวันหลังตาย จึงกลับบ้านมาพร้อมภารกิจ ต้องพาคนอีกคนกลับไปเป็นอาหารเสือ
คุณชายจินบอกว่า นี่คือการเจอผีจาง ผีที่คอยช่วยเสือหลอกล่อเหยื่อ เสือกินหญิงสาวเข้าไป แล้วให้หญิงสาวล่อลวงคุณชาย คุณชายจึงกลายเป็นผีจางไปด้วย
