“โตเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้แล้ว เวลานอนยังไม่รู้จักสงบปากสงบคำอีก พึมพำไม่หยุดว่า ‘พวกเธออย่าไป’ เฮ้อ”
เสิ่นเหวยเหวยลุกขึ้นนั่ง เอื้อมมือไปลูบหัวหยางเฟิง
อุณหภูมิปกติดี
“เมื่อกี้ผมเป็นอะไรไป?”
หยางเฟิงถามอย่างงุนงง
“กลางวันยังทำเป็นเก่งไม่พออีกหรือไง รอบตัวก็ใช่ว่าจะไม่มีใคร แต่ดันดันทุรังทำอยู่คนเดียว เหนื่อยแทบเป็นหมา พอหลับปุ๊บเหงื่อท่วมปั๊บ ยังพูดจาเพ้อเจ้อ ตัวก็เย็นเฉียบ แต่หัวกลับร้อนนิด ๆ”
คำอธิบายของเสิ่นเหวยเหวยฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง
แต่ความห่วงใยนั้นเห็นได้ชัดเจนเต็มตา
“เมียจ๋า เธอดีกับผมที่สุดเลย ไม่งั้นจะมีคำกล่าวว่าเป็นผัวเมียกันวันเดียว บุญคุณผูกพันร้อยวัน เป็นผัวเมียกันร้อยวัน ความรักลึกซึ้งดุจทะเลได้ยังไง กลัวผมหนาวก็เลยใช้ตัวเองกอดให้ความอบอุ่นสินะ ฮี่ ๆ เมียดีจริง ๆ”
หยางเฟิงหน้าหนา จุ๊บเสิ่นเหวยเหวยไปทีหนึ่ง
พอตื่นเต็มตา เขาก็รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
“ไอ้ตัวดี รีบนอนลงไป ฉันจะไปต้มน้ำขิงใส่น้ำตาลให้”
เสิ่นเหวยเหวยรีบสวมเสื้อผ้า แล้วกดหยางเฟิงกลับเข้าไปในผ้าห่ม
ก่อนหน้านี้บ้านยากจนเสียจนไม่มีแม้แต่ผ้าห่มหนา ๆ สักผืน
ถ้าไม่กอดหยางเฟิงให้เหงื่อออก แล้วเกิดล้มป่วยขึ้นมาจะทำอย่างไร
“อ๊ะ! พี่ใหญ่ ทำไมที่บ้านมีไม้เยอะแยะเลยล่ะ? พี่เฟิงกลับมาแล้วใช่ไหม!”
“เบาเสียงหน่อย ถ้ายังตะโกนโหวกเหวกอีก อย่าหาว่าฉันโกรธนะ”
ขณะเดียวกัน เสียงโวยวายของไป๋ชิงชิงก็ดังมาจากนอกบ้าน
หยางเฟิงคลุมเสื้อแล้วเดินออกไป พอดีกับที่เห็นแม่ลูกสามคนเดินเข้ามาจากประตู
“หยางเฟิง วันนี้ไม่ได้ไปล่าสัตว์ แต่ไปเขตป่าไม้หรือ?”
หลิ่วฮุยหลิงถาม
“ไปเขตป่าไม้แล้วตัดต้นไม้มา 4 ต้น นี่ไง อยู่ตรงนี้ อีกสองวันนี้ค่อยเอาไปส่งให้กลุ่มหนึ่ง แล้วให้ช่างไม้เกาช่วยดูเรื่องทำเฟอร์นิเจอร์”
