บนถนนหลวง รถบรรทุกเล็กดีเซลผลิตในประเทศที่ผ่านการดัดแปลงมาคันหนึ่ง พ่นควันดำโขมงไม่หยุด
หยางเฟิงกับเหอเหล่าเหนียนที่ตามหลังมาโชคร้ายสุด ๆ
ตลอดทางได้กินแต่ควันดำข้น ๆ จากรถบรรทุก
สภาพสะบักสะบอมราวกับทหารญี่ปุ่นแพ้ศึกแล้วหนีตายอย่างไรอย่างนั้น
หลังเดินทางทุลักทุเลกันมาพักใหญ่ ในที่สุดก็ถึงที่ทำการกลุ่มหนึ่ง
จางเฉวียนออกมาข้างนอก พอเห็นรถบรรทุกก็เดาได้ทันทีว่าเป็นรถขนปูนซีเมนต์มาส่งให้หยางเฟิง เขาจึงเรียกชายฉกรรจ์แถวนั้นมาช่วยกันขนปูนไปเก็บไว้ในโกดังของกลุ่มหนึ่งชั่วคราว
เขากำชับว่าช่วงนี้ฝนตกบ่อย อย่าลืมคลุมผ้าใบให้มิดชิด
แล้วเอาก้อนหินใหญ่ ๆ มาทับไว้สักสองสามก้อนกันลมพัด
พอรถบรรทุกไปแล้ว จางเฉวียนก็คาบบุหรี่ เดินเอื่อย ๆ เข้ามา ยื่นผ้าขนหนูให้หยางเฟิงกับเหอเหล่าเหนียนคนละผืนเพื่อเช็ดหน้า
“ระหว่างทางไม่มีเรื่องอะไรใช่ไหม ทุกอย่างราบรื่นดีหรือเปล่า?”
“ราบรื่นกับผีน่ะสิ!”
เหอเหล่าเหนียนบ่นเสียงขุ่น “ออกไปกับหยางเฟิง เจ้าลูกเวรนี่ทีไร ไม่เคยมีอะไรปกติสักครั้ง ลุงไม่เห็นฉากที่มันเล่นละครในโรงงานปูนซีเมนต์หรอก ไม่แพ้คณะงิ้วที่มาเปิดหมอลำช่วงตรุษจีนเลยนะ จะบอกให้”
“เกิดอะไรขึ้น?”
จางเฉวียนหันไปมองหยางเฟิง
หยางเฟิงยังไม่ทันได้อธิบาย เหอเหล่าเหนียนก็เล่าเรื่องในโรงงานปูนซีเมนต์ให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ
คนเฝ้าประตูเรียกสินบน แถมฉีกใบเบิก หยางเฟิงเลยลงมือซัดเข้าให้
เกาตงเฟิงออกมาช่วยเข้าข้างคนของตัวเอง จนสวี่หมิงเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์
เหอเหล่าเหนียนเล่ารายละเอียดทีละเรื่องราวราวกับกำลังขับเสภา
จางเฉวียนพูดอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ “นึกว่าเรื่องอะไรเสียอีก ตีได้ดีแล้ว คนงานบางคนก็สมควรถูกซัดจริง ๆ ถือชามข้าวเหล็กไว้ในมือจนคิดว่าตัวเองวิเศษวิโส มองชาวบ้านอย่างพวกเราด้วยหางตา ไม่คิดบ้างหรือว่าพวกมันกินของใครดื่มของใคร ในเมืองปลูกข้าวปลูกผักได้หรือไง เลี้ยงหมูเลี้ยงแกะได้ไหมล่ะ?”
