แต่สุดท้ายเขาก็ล้มเลิกความคิดโง่ ๆ นั้นไป เพราะยังต้องไปเรียนกับโค้ช ถ้าบาดเจ็บขึ้นมาจริง ๆ คงไม่ดีแน่
“ไม่หนักหรอกครับที่รัก อีกไม่กี่วันพอหายดีแล้วผมจะไปหานะครับ”
พอส่งประโยคนี้ออกไป ลั่วเหวินเชิงก็ไม่ตอบกลับมาอีก
ไม่รู้ว่าเขาเขินเพราะคำว่า “ที่รัก” หรือเปล่า
หรือกลัวว่าถ้าถามมากเกินไปจะดูเหมือนตัวเองกำลังเร่งให้ฉู่หลีไปหา
ผ่านไปสิบนาที ลั่วเหวินเชิงก็ส่งข้อความมาอีก “ถ้าซักเสื้อผ้าไม่ออกก็ช่างเถอะ ฉันซื้อชุดใหม่ให้แล้ว”
“ที่รักซื้อเสื้อผ้าให้ผมทำไมครับ”
“ให้ของตอบแทนกันตามมารยาท”
“แล้วเรื่องที่ผมรักคุณ ให้ตอบแทนกันตามมารยาทได้ไหมครับ”
ลั่วเหวินเชิงเงียบไป
ฉู่หลี “ที่รักลืมอีกแล้วหรือครับ เรื่องที่ผมรักคุณเป็นเรื่องทางเดียว มันเป็นความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม”
“ไม่ต้องตอบแทนกันหรอกครับ”
ลั่วเหวินเชิง “งั้นเธอก็อย่าส่งของให้ฉันอีก”
เห็นไหม ฉู่หลีรู้อยู่แล้วว่าลั่วเหวินเชิงจะคิดมาก แถมมักจะคิดไปในทางแย่ ๆ เสมอ
เขาเข้าใจผิดว่าฉู่หลีไม่อยากได้ของที่เขาซื้อให้
“ถ้าผมไม่ส่งของให้ พี่ก็จะยังส่งของขวัญให้ผมต่อใช่ไหมครับ ผมใส่รองเท้าไซส์ 42 นะ”
ในห้องทำงาน ลั่วเหวินเชิงเห็นประโยค “ไม่ต้องตอบแทนกันหรอกครับ” แล้วอารมณ์ก็หม่นลงทันที
เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก
เขาแทบไม่ได้คิดอะไร ก็พูดประโยคที่ฟังดูเหมือนกำลังประชดออกไป
ลั่วเหวินเชิงถูกคนรังเกียจมาโดยตลอด
ลึก ๆ ในใจ เขาปรารถนาที่จะเป็นคนที่ใครสักคนต้องการ
คงเป็นเพราะความรู้สึกแบบนี้เอง ชาติที่แล้วต่อให้ถูกฉู่หลีรังแก เขาก็ยังเต็มใจตามใจอีกฝ่ายอย่างไร้ขอบเขต
