เหวินอี้ไม่พูดอะไร เพียงมองเจียงหวันด้วยดวงตาแดงก่ำ ในดวงตาคู่นั้นยังมีหยาดน้ำคลออยู่เป็นประกาย ทำให้หัวใจของเจียงหวันอ่อนยวบจนไม่อาจเอ่ยคำตำหนิออกมาได้
เหวินหวยจิ้นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับเข้าไปนั่งใกล้เจียงหวันอีกนิด
ไหล่ของทั้งสองแนบชิดกัน
เหวินอี้มองพวกเขา ความขมขื่นที่เก็บกดไว้นานเกินไปในอก ในที่สุดก็ทะลักขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
วินาทีถัดมา เธอก็โผเข้าหาอ้อมกอดของทั้งคู่ มือข้างหนึ่งกอดเจียงหวันไว้ อีกข้างกำแขนเสื้อของเหวินหวยจิ้นแน่น แล้วขดตัวอยู่ตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่
เหมือนตอนที่ยังเด็กและฝันร้าย
เพียงได้ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของพวกเขา ราวกับไม่ว่าจะรู้สึกน้อยใจสักเพียงใด ก็มีคนช่วยรองรับเอาไว้ทั้งหมด
เจียงหวันชะงักไป ก่อนจะเข้าใจอย่างรวดเร็ว เธอยกมือกอดลูกสาวแน่น ส่วนมือของเหวินหวยจิ้นก็วางลงบนแผ่นหลังของลูก ลูบปลอบเบา ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เหวินอี้ซบหน้าลงบนไหล่ของแม่ ไม่พูดอะไร ปลายจมูกอบอวลไปด้วยกลิ่นมะลิอันคุ้นเคยจากตัวเจียงหวัน
ด้านหลังคือความอบอุ่นมั่นคงจากฝ่ามือของพ่อ
อ้อมกอดนี้ช่างห่างหายไปนานเหลือเกิน
นานจนเหวินอี้แทบลืมไปแล้วว่า เธอเองก็เคยเป็นเด็กที่ไม่ต้องรู้จักโต ไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งก็ได้
ชาติที่แล้ว เธอเจอเรื่องไม่เป็นธรรมก็ไม่กล้าพูด ความเย็นชาในชีวิตแต่งงานก็ไม่กล้าพูด แม้แต่ความเจ็บปวดหลังสูญเสียลูก ซึ่งแทบจะบดขยี้เธอจนหมดสิ้น เธอก็ยังไม่กล้าพูด
เธอกลัวว่าพ่อกับแม่จะเป็นห่วง กลัวพวกเขาเจ็บปวดใจ และกลัวพวกเขาจะเห็นสภาพน่าเวทนาของเธอหลังเลือกทางเดินผิด
ดังนั้น เธอจึงขังตัวเองไว้ในสถานะ “ภรรยาเสิ่น” เธอเงียบงันขึ้นเรื่อย ๆ เหนื่อยล้าขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งไม่เหมือนเหวินอี้คนเดิมเข้าไปทุกที
