“มองอะไรของฉันน่ะ?” หลินเซี่ยถูกเธอจ้องมองจนงง รีบยกมือลูบแก้มตัวเอง “หรือว่าหน้าฉันเขียนเฉลยการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่?”
มีคนข้าง ๆ หัวเราะค่อนออกมาเบา ๆ “คงฝันถึงเสิ่นเยี่ยนฉืออีกแล้วล่ะมั้ง”
“นี่ก็ต้องเดาอีกเหรอ? นอกจากเสิ่นเยี่ยนฉือแล้ว เหวินอี้จะเผลอใจเพราะอะไรได้อีก”
“โน่นน่ะน่ะ เรียกว่าเรื่องในใจของวัยรุ่นน่ะ พวกแกเข้าใจอะไร”
ทั่วบริเวณจึงเกิดเสียงหัวเราะครืนที่เต็มไปด้วยความเอื้ออาทร
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เหวินอี้คงหน้าแดงจนเสียมารยาท หรือไม่ก็ซุกหน้าลงในโพรงแขนเสื้อ ปากบอกให้เลิกพูดจาโม้โม่ แต่มุมปากกลับกดยิ้มไว้ไม่อยู่เสียแล้ว
เธอเมื่อก่อนชอบยิ้มเสมอ
เวลายิ้ม ดวงตางดงามของเธอจะโค้งเป็นรูวันเสียว สดใสและมีชีวิตชีวา เหมือนฟองอากาศเล็ก ๆ ที่ลอยขึ้นไม่สิ้นสุดในแก้วน้ำอัดลมกลางหน้าร้อน
ทุกคนรู้ว่าเธอชอบเสิ่นเยี่ยนฉือ
ชอบอย่างร้อนแรง ตรงไปตรงมา จนเป็นเรื่องที่ทุกคนล่วงรู้
แต่วินาทีนี้ เหวินอี้ยิ้มไม่ออก สายตาเธอค่อย ๆ ตกกลับลงบนโต๊ะ
ใต้สมุดฝึกหัดเล่มหนึ่ง ถูกกดทับด้วยกระดาษร่างเลือกคณะเรียน
บนแผ่นกระดาษนั้นแน่นด้วยชื่อโรงเรียนและสาขาวิชาเป็นระยะ ๆ มุมกระดาษยังวาดดอกไม้เล็ก ๆ อย่างสาววัยรุ่น ส่วนพื้นที่ว่างที่โดดเด่นที่สุด กลับถูกเขียนชื่อเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง
แต่ละจังหวะปลายปากกาเต็มไปด้วยความจริงจังและความเกี่ยวพันเกินบรรยาย ซ่อนความรู้สึกที่หาที่วางไม่ได้ของสาวน้อยวัยสิบแปดไว้ทั้งหมด
เหวินอี้จ้องนิ่งอยู่กับสามตัวอักษรนั้น ในหัวเหมือนมีอะไรบางอย่างระเบิดพล่านขึ้นมาเสียฉับ
เธอนึกออกแล้ว
สองเดือนก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย ครูที่ปรึกษาเริ่มให้นักเรียนรู้จักโรงเรียนและสาขาวิชาล่วงหน้า แจกเอกสารกรอกความประสงค์ ให้กลับไปคุยกับผู้ปกครอง
วันนั้นหัวของเธอเต็มไปด้วยเสิ่นเยี่ยนฉือคนเดียว
เสิ่นเยี่ยนฉือเรียนเก่งเป็นที่ยอมรับทั้งโรงเรียน คือดาวเด่นที่ถูกขนานนามว่าเป็นลูกแห่งสวรรค์ เป้าหมายของเขาไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือจิงต้า มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของเมืองนี้
ดังนั้น เธอจึงตั้งใจว่าต้องอยู่ที่นี่เหมือนกัน
แต่ที่จริงแล้ว เธอชอบภาคใต้
ชอบมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเมืองริมทะเล ชอบสาขาวิชาการเงินที่นั่น เคยฝันวาดภาพทะเลสีฟ้าเข้ม ลมชื้นอ่อนโยน และชีวิตมหาวิทยาลัยที่เป็นของเธอแท้ ๆ มานับครั้งไม่ถ้วน
ชีวิตที่แล้ว เธอยอมสละมันในที่สุด
เพียงเพราะเสิ่นเยี่ยนฉือเลือกอยู่ที่เมืองจิง เธอจึงอยากอยู่ใกล้เขา ใกล้ขึ้นอีกนิด และอีกนิด
ต่อมา เธอก็อยู่ที่นี่ได้ดั่งใจ
ตอนนั้นเธอคิดว่า นี่คือจุดเริ่มต้นที่งดงามที่สุดของเรื่องราว
พอกลับมามองย้อนเวลาในวันนี้ เธอจึงเข้าใจ ตั้งแต่วินาทีที่เธอละทิ้งชีวิตที่ตนเองปรารถนาเพื่อเสิ่นเยี่ยนฉือ เธอก็ได้พับตัวเองทีละน้อย ๆ ซ่อนไว้ในเงาของเขาด้วยมือตัวเองแล้ว
เพื่อได้พูดคุยกับเขาอีกไม่กี่ประโยค เธอจงใจหยิบโจทย์ที่ทำเสร็จไปนานแล้วไปถามเขา
แม้เขาจะหน้าเย็นชา เรียบเรียงคำตอบให้จบในสองสามประโยค แล้วก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ เธอก็ยังมีความสุขได้ต่อไปอีกนานนับเงียบ
แล้วมันก็มาถึง มหาวิทยาลัย วันจบการศึกษา การตั้งครรภ์โดยไม่ได้คาดคิด และงานแต่งงานที่ทุกคนล้วนว่าเธอได้ดั่งปรารถนา
เธอได้แต่งงานกับเสิ่นเยี่ยนฉือในที่สุด
วันแต่งงาน เธอสวมชุดขาวสะอาด พร้อมด้วยความยินดีเต็มหัวใจ ส่งมือของตนเองไปให้เขา
เธอจำสัมผัสเย็นเยียบของแหวนเมื่อเลื่อนลงนิ้วนางได้ จำแววตาที่เสิ่นเยี่ยนฉือมองเธอผ่านผ้าคลุมหน้าได้
สงบ ยั้งยื้อ ไร้คลื่นลม
วันนั้นเธอดีใจเกินไปเอง
เธอเชื่อว่า แค่ได้แต่งงาน แค่ได้อยู่ข้างเขานานพอ สักวันเขาจะรักเธอ
ต่อมา เธอมีลูก
แล้วก็สูญเสียเด็กคนนั้นไป
ภาพในความทรงจำหักเหวันเตอร์อย่างฉับพลัน
บันได ความลอยตัว ความเจ็บปวดสุดขั้ว
เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เธอนอนอยู่ในห้องผู้ป่วยสีซีด จมูกเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อฉุนเฉียว
แพทย์ยืนอยู่ริมเตียง เสียงเบาหวิว “คุณนายเสิ่น ฉันเสียใจ เราช่วยเด็กไว้ไม่ได้”
วินาทีนั้น เธอถึงกับลืมแม้แต่การร้องไห้ เพียงแต่มองเข้าไปที่ประตูห้องผู้ป่วยอย่างละเมอ
เสิ่นเยี่ยนฉือยังไม่มา
เธอรอจากเที่ยงวันถึงค่ำคืน รอท้องฟ้านอกหน้าต่างค่อย ๆ มืดลงทีละอย่าง รอเสียงมนุษย์ในโถงทางเดินเงียบลนีอย่างช้า ๆ จนได้พบเงารูปคุ้นตานั้นในที่สุด
ประตูห้องผู้ป่วยถูกเปิดออก
ชายหนุ่มสวมเสื้อโค้ทสีดำ ใบหน้าอ่อนล้าจากการเดินทาง ไหล่ยังติดความเย็นชื้นของค่ำคืนหน้าหนาว
วินาทีที่เหวินอี้เห็นเขา น้ำตาก็ไหลอาบออกมาในที่สุด
เธออยากซบลงในอกเขา อยากบอกเขาว่าเจ็บมาก อยากถามสักคำว่า ลูกของพวกเขาไม่มีแล้ว เขากำลังเศร้าเหมือนเธออยู่หรือเปล่า
แต่เสิ่นเยี่ยนฉือเพียงยืนนิ่งอยู่ริมเตียงนานเหลือเกิน
สุดท้าย เขาพูดเบา ๆ ว่า “ดูแลร่างกายให้ดีก่อน”
เขาประพฤติตัวเป็นสามีที่ไม่มีข้อติเตียน จัดการแพทย์ ห้องพักฟื้น และการดูแลหลังจากนั้นอย่างครบถ้วน แต่กลับไม่ยอมส่งมอบความรู้สึกจริงแม้แต่เศษเสี้ยวเดียวให้เธอ
คืนนั้น เหวินอี้หลบอยู่ใต้ผ้าห่มตามลำพัง ร้องไห้จนแทบหายใจไม่ออก
เธอไม่รู้เลยว่าเด็กคนนั้นเป็นหญิงหรือชาย
ไม่รู้ว่าจะเหมือนเธอมากกว่า หรือเหมือนเสิ่นเยี่ยนฉือมากกว่า
เธอไม่ทันได้ตั้งตาเฝ้ารอวันที่เด็กน้อยจะลืมตาดูโลก ก็ต้องสูญเสียไปตลอดกาลเสียแล้ว
หลายค่ำคืนหลังจากนั้น เธอจะฝันเห็นเด็กตัวจิ๋วยืนอยู่ไกล ๆ
เธอมองใบหน้าไม่ชัด ได้แต่ยินเสียงนุ่ม ๆ เรียกเธอว่าแม่
แต่ทุกครั้งที่ยืดมือออกไป เด็กคนนั้นจะหายวับไป
“เพี๊ยะ”
หยดน้ำตาหนึ่งตกลงบนกระดาษร่างเลือกคณะเรียน
หมึกสีน้ำเงินดำเกาะตัวเร็ว สามตัวอักษรว่า “เสิ่นเยี่ยนฉือ” กลับเลือนรางจนมองอะไรไม่เห็น
เหวินอี้มองรอยน้ำนั้นอยู่อย่างเลื่อนลอย แล้วหยดที่สอง หยดที่สาม ก็ตกลงมาไม่หยุด
เหมือนความขัดเคืองทั้งหมดที่เธอฝืนกลืนมาทั้งชีวิต ได้เวลาเอ่อล้นทะลุเขื่อนในวินาทีนี้เสียที
เธอกลับมาแล้ว
แต่ลูกของเธอกลับไม่ได้กลับมา
เด็กที่ไม่ทันได้เกิด ไม่ทันได้ถูกเธอโอบกอดสักครั้ง ได้หลับใหลอยู่ตรงนั้นตลอดไป ในครอบครัวเย็นชาที่วางท้ายของชีวิตที่แล้ว
