“เหวินอี้... อี้อี้”
มีใครบางคนกำลังเรียกเธอ
เสียงนั้นไกลโพ้น เหมือนถูกบังด้วยม่านหมอกน้ำหนา ไหลผ่านเข้ามาในหูอย่างเลือนราง
แล้วเสียงนั้นก็ใกล้ขึ้น เต็มไปด้วยความใสกริบแบบสาววัยรุ่นพร้อมความสงสัย
“เป็นอะไรไป เพิ่งตื่นก็เลยเหม่อหรือเปล่า”
เหวินอี้ขมวดคิ้ว
ร้อนจัง
ความอบอ้าวชื้นฉ่ำ ห่อหุ้มด้วยกลิ่นอายของแสงแดด
เธอขยับนิ้วโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วกดลงบนแผ่นกระดาษบาง ๆ เส้นขอบที่ขรุขระกดเจ็บเบา ๆ จนเธอแทบไม่ทันสังเกต
ความเจ็บเล็ก ๆ ที่แท้จริงเช่นนี้ ทำให้จิตสำนึกที่มัวหมองของเธอตื่นขึ้นชั่วขณะ
เหวินอี้ลืมตาขึ้นช้า ๆ
แสงแดดอันสว่างจ้าส่องเฉียงลงมาจากนอกหน้าต่าง ตกเป็นวงแสงแสบตาบนโต๊ะเรียน ฝุ่นชอล์กเม็ดเล็ก ๆ ลอยเต็มอากาศ เจือกับกลิ่นหนังสือเก่า หมึกสีน้ำเงินเข้ม และความร้อนอบอ้าวของบ่ายฤดูร้อน
พัดลอยเก่า ๆ บนเพดานหมุนอย่างเชื่องช้า
สียก ๆ สียก ๆ
รอบด้านวุ่นวายแต่เต็มเปี่ยมชีวิตชีวา
บางคนนอนหลับซบโต๊ะ บางคนท่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษเบา ๆ อีกคนม้วนสมุดฝึกหัดเป็นท่อกลม เหลี่ยมหลบสายตาคนหน้า แล้วเล่นครั้นเคาะท้ายทอยของเขาหนึ่งครั้ง เสียงหัวเราะที่พยายามอดกลั้นก็ระเบิดออกเป็นเสียงพรึ่บพลั้บ
เหวินอี้แน่นิ่งอยู่อย่างนั้น
เธอจ้องมองทุกสิ่งเบื้องหน้า จนลืมหายใจไปเลย
ห้องเรียน ชุดนักเรียน ข้อสอบที่กองสูงลน และมุมขวาบนบนกระดานดำ ที่มีตัวอักษรชุดหนึ่งเขียนด้วยชอล์กสีแดงโดดเด่นสะดุดตา
เหลือเวลาอีก 60 วันก็ถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
รูม่านตาของเหวินอี้หดแคบลงทันที หกสิบวัน สองเดือนก่อนการสอบ
เป็นไปได้ยังไง ทั้งที่เธอมัน... ตายไปแล้ว
ความอัดอั้นจนหายใจไม่ออกตอนความตายมาเยือน ยังฝังค้างอยู่ในกาย เหวินอี้อกแน่นจนแทบหายใจไม่ทัน
แต่เบื้องหน้าไม่มีฝน ไม่มีเลือด และไม่มีตัวถังรถที่บิดเบี้ยวจากแรงกระแทก
เธอกำลังนั่งอยู่ตรงเก้าอี้ติดหน้าต่างของห้องเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่ 7
นอกหน้าต่างแสงแดดสาดส่องอย่างยิ่งใหญ่ เสียงจั่นดังรบกวน
ทุกอย่างเยาว์วัยเกินคาดเดา
เหวินอี้ก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว แล้วกางมือตัวเองออก
นิ้วมือเรียวบางขาวสะอาด ปลายนิ้วมีคราบหมึกสีน้ำเงินที่ยังไม่แห้งสนิทติดอยู่นิดหน่อย บนนิ้วนางไม่มีรอยจาง ๆ ที่แหวนแต่งงานกดทิ้งไว้
นี่คือมือของหญิงสาววัย 18 ปี เรียวยาว ขาวนวล ไม่มีความซีดจางที่ค้างอยู่หลังป่วย และไม่มีความเหนื่อยล้าที่ถูกเวลาสามปีหลังแต่งงานเซาะกลืนไปทีละนิด
หัวใจของเธอเต้นแรงเป็นครั้งใหญ่
หนึ่งครั้ง แล้วก็อีกครั้ง จังหวะที่กดดันจนหน้าอกรวน
เหวินอี้ราวกับไม่กล้าเชื่อ ยกมือขึ้นลูบแก้มตัวเอง ผิวกายอบอุ่นและนุ่มนวล
เธอกลับมาจริง ๆ กลับมาสู่วัย 18 ปี กลับมาสู่วันที่ 60 ก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
“เหวินอี้ ทำอะไรอยู่เนี่ย”
หลินเซี่ยเพื่อนร่วมโต๊ะก้มตัวเข้ามาใกล้ แล้วเอาปากกันสะบัดอยู่ตรงหน้าเธอ “เมื่อกี้ครูที่ปรึกษาให้เธอไปรับเอกสารที่ห้องทำงานตอนพัก เธอได้ยินกันแน่หรือเปล่าเนี่ย”
เหวินอี้หันหัวไปแบบแข็งทื่อ เมื่อเห็นใบหน้าอันเยาว์วัยเต็มชีวิตนั้นชัด ๆ เบ้าตาของเธอแทบแดงขึ้นมาทันที
“หลินเซี่ย...” เธออ้าปาก แต่เสียงที่ออกมากลับแหบพร่า
สมัยมัธยมปลาย หลินเซี่ยเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเธอ
ทั้งสองเคยนั่งเคียงบ่าเคียงไหล่หน้าโต๊ะที่ทับถมด้วยข้อสอบ เถียงกันหน้าแดงเพราะโจทย์คณิตศาสตร์ข้อเดียวกัน แล้วก็เคยรดมือกันเดินวิ่งไปหน้าประตูโรงเรียนตอนเลิกเรียนเย็น แอบซื้อเส้นกุ๊กกี่ย่างสักหนึ่งชิ้นยามที่ครูไม่ทันเหลียวมอง
ต่อมา เธอเลือกอยู่ที่นี่เพื่อเสิ่นเยี่ยนฉือ ส่วนหลินเซี่ยย้ายไปทางใต้ ทั้งคู่อยู่กันคนละเมืองที่ห่างไกล ต่างคนต่างยุ่ง การติดต่อจึงเบาบางลงเรื่อย ๆ
แล้วต่อมา เธอเข้าตระกูลเสิ่นในฐานะลูกสะใภ้ ถูกขังอยู่ในบ้านหลังงดงามแต่เยือกเย็นนั้น
โลกของเธอเล็กลงเรื่อย ๆ คนรอบตัวก็น้อยลงเรื่อย ๆ
เธอไม่เคยได้เจอหลินเซี่ยมานานนักนัก นานจนแทบลืมไปเลยว่าครั้งหนึ่งพวกเธอเคยนั่งร่วมโต๊ะกันแบบไม่มีอะไรมาบั่นทอนความผูกพันแบบนี้
