พริบตาเดียว เฉินอี้ก็ฝ่าการระดมยิงเพลงดาราอย่างไม่หลบหลีก มาถึงตรงหน้าสวีอี๋
แสงดาบสีเลือดฉีกอากาศ ฟาดลงกลางหน้าสวีอี๋เต็มแรง
“นี่แกหาเรื่องเองนะ!”
สวีอี๋กัดฟันกรอด ปล่อยมือจากการประสานอาคม แล้วชี้สองนิ้วไปที่กลางคิ้วตนเอง
คลื่นไร้รูปสายหนึ่งปะทุออกจากกลางคิ้วนาง แทรกผ่านสายฝนในชั่วพริบตา
สวีอี๋หน้าซีดเผือด แววตาเผยความโหดเหี้ยมบ้าคลั่ง
“ผู้หลอมดาราตั้งแต่ขั้นสี่ขึ้นไป ต้องฝึกจิตหลอมรวมวิญญาณ”
“พลังจิตต่างหากคือไม้ตายที่แท้จริง ข้าเข้าขั้นปรมาจารย์ด้านฝึกจิตแล้ว”
“จะบดขยี้จิตสำนึกของไอ้พวกฝึกกายภาพอย่างแกราวกับปอกกล้วย”
“คุกเข่าซะ!”
หนามพลังจิตไร้รูป พุ่งเข้าเสียบกลางคิ้วเฉินอี้อย่างไร้ปรานี
ในความคิดของสวีอี๋ ไอ้พวกนักสู้ฝึกกายภาพไม่ว่าพลังกายจะแกร่งแค่ไหน การป้องกันพลังจิตก็เหมือนกับกระดาษ
การโจมตีนี้ เพียงพอจะทำให้เฉินอี้สมองว่างเปล่า เลือดไหลออกเจ็ดทวาร และกลายเป็นคนโง่ให้คนอื่นเชือดในทันที
ทว่า
ผ่านไปหนึ่งวินาที
ดาบของเฉินอี้ที่ฟันลง ไม่ได้ชะงักลงเลย
แววตาของเขาเย็นชา การทิ่มแทงที่สามารถทำให้นักสู้ขั้นทั่วไปจิตแตกสลาย ตกลงบนกลางคิ้วของเขา
ยังกับสายลมโชยพัดผ่านขุนเขา ไม่อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาใดๆ
“เป็นไปไม่ได้!” สวีอี๋กรีดร้องสุดเสียง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
ไม้ตายพลังจิตที่นางภูมิใจ กลับไม่มีผล?
นางจะไปรู้ได้อย่างไร ว่าพลังจิตของเฉินอี้ทะลุหลักพันไปนานแล้ว
เงาจิตที่ฝึกสมาธิจนสมบูรณ์ในทะเลญาณของเขา สั่งสมพลังได้เหนือกว่าไอ้ที่เรียกว่าผู้หลอมดาราขั้นปรมาจารย์ของนางมากมายนัก
