พระสนมสุขสันต์ เลี้ยงห้าองค์หญิงชิลล์เกินต้าน

บทที่ 4 รักใครก็อย่าลืมรักตัวเอง

7 นาที· 1.7K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

เซิ่งจิ่นเหยียนลูบจมูกที่คันยุบยิบ ถามเหล่าเจิ้งจื่อ “เหล่าองค์หญิงทั้งหลายน่าจะเลิกเรียนแล้วกระมัง?”

ปกติหลังเลิกเรียนเด็ก ๆ มักจะมาหาเขาให้อุ้ม วันนี้ไม่มาเลยสักคน ช่างเงียบเหงาเสียจริง

เหล่าเจิ้งจื่อทูลตอบ “องค์หญิงใหญ่กับพระพี่นางอีกหลายองค์เสด็จกลับจวนท่านแม่ทัพสกุลสื่อกันหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เซิ่งจิ่นเหยียนได้ฟังก็ถอนหายใจ “เดิมทีกระหม่อมยังคิดจะเรียกพวกนางมารับประทานอาหารเย็นด้วยกันเสียหน่อย”

กว่าจะมีโอกาสที่ห้องเครื่องหลวงเพิ่มเมนูเต้าหู้ผัดสักจานก็ยากยิ่ง

เหล่าเจิ้งจื่อ.... มองดูกับข้าวเพียงสองอย่างบนโต๊ะ คือผักกาดขาวผัดเปล่า ๆ กับเต้าหู้ผัดเปล่า ๆ คิดในใจว่าองค์หญิงทั้งหลายย่อมไม่โปรดเป็นแน่

แต่เขามิกล้าเอ่ยออกไป

ทว่าเซิ่งจิ่นเหยียนกลับคิดว่าของดีต้องแบ่งปัน “เอาละ ไปนำเต้าหู้ผัดนี่ไปส่งให้เด็ก ๆ พวกนางจะได้ลิ้มรสของแปลก”

เหล่าเจิ้งจื่อ.....

ช่างเป็นผู้น้อยไร้น้ำหนักเสียงจริง ๆ มุมปากเขากระตุกแต่ก็รับคำ “พ่ะย่ะค่ะ”

ณ จวนท่านแม่ทัพสกุลสื่อ

สื่อเจินเซียงมองดูเต้าหู้ผัดเปล่า ๆ จานหนึ่งที่ส่งมาจากในวัง รู้สึกจนคำพูด แต่นางก็ต้องขอบคุณขันทีไป

แล้วจึงเรียกเด็ก ๆ ให้เข้ามา “มากินเร็วเข้า เสด็จพ่อของพวกเจ้าประทานมา”

องค์หญิงน้อยทั้งหลายสีหน้าราวกับท้องผูก แต่ก็รู้ว่าสิ่งที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ ต้องยิ้มรับไว้ จึงพากันขมวดคิ้วน้อย ๆ แบ่งเต้าหู้กินไปตามระเบียบ

องค์หญิงรองเล็กสุด อายุยังน้อยที่สุด ปากพล่อยเหมือนไร้ที่กั้น พูดเต๊าะแต๊ะ ๆ ว่า “ไม่อร่อย~”

องค์หญิงใหญ่รีบเอามือปิดปากน้อย ๆ ของน้องทันที “อย่าพูดเหลวไหล สิ่งที่เสด็จพ่อพระราชทานต้องบอกว่าอร่อยทั้งนั้น”

ไม่เช่นนั้นจะถูกตำหนิว่าไร้มารยาท

องค์หญิงรองเล็กเชื่อฟังคำของพี่ใหญ่ดีนัก จึงยอมขมวดคิ้วน้อย ๆ พูดฝืนใจอย่างยิ่งว่า “อร่อย” แปลกสิ!

สื่อเจินเซียงอดหัวเราะไม่ได้จนแทบกลั้นพลางสั่งคนให้นำเต้าหู้ไปอุ่น แล้วเติมลูกชิ้นเนื้อลงไปผัดด้วยกัน

เด็ก ๆ ได้กลิ่นหอมของลูกชิ้นเนื้อจึงเริ่มกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย

สื่อเจินเซียงสั่งคนให้วาดภาพเด็ก ๆ กินอาหารอย่างอร่อยยิ่ง แล้วส่งเข้าวัง

เซิ่งจิ่นเหยียนเห็นเด็ก ๆ รักการกินเต้าหู้ที่เขาส่งไปเช่นนั้น มุมปากก็ยกยิ้มขึ้นดั่งคาด

ทั้งยังให้เหล่าเจิ้งจื่อดูด้วยกัน “เห็นหรือไม่ เด็ก ๆ ชอบกินจริง ๆ”

เหล่าเจิ้งจื่อตาคมสังเกตเห็นว่าในเต้าหู้นั้นดูเหมือนจะมีสิ่งอื่นเพิ่มเข้ามา แต่นางก็ไม่กล้าทูล ได้แต่ประจบว่า “พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงทั้งหลายโปรดสิ่งเดียวกับฝ่าบาทตลอด สิ่งใดที่ฝ่าบาทโปรด องค์หญิงทั้งหลายก็โปรด”

ถ้อยคำนี้เซิ่งจิ่นเหยียนฟังแล้วชื่นใจ

เขาก็รู้สึกว่าองค์หญิงทั้งหลายของเขาล้วนคล้ายเขายิ่ง ไม่เพียงแต่หน้าตา แม้แต่ความชอบก็เหมือนเขา

สมแล้วที่เป็นบุตรของเขา

เพียงแต่ในภาพ เต้าหู้เหตุใดจึงมีลูกชิ้นมากมายนัก?

บ่าวผู้นำภาพมาทูลตอบว่า “เนื่องจากองค์หญิงทั้งหลายกำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต เต้าหู้เพียงจานเดียวย่อมไม่พอประทาน เหนียงเหนียงจึงเพิ่มลูกชิ้นให้องค์หญิงอีกสักหน่อย มิเช่นนั้นเกรงว่าจะอิ่มไม่พอทำให้สูงไม่ทันการ”

เมื่อเกี่ยวเนื่องถึงเรื่องความสูงของเด็ก ๆ เซิ่งจิ่นเหยียนก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“กุ้ยเฟยทำถูกต้องแล้ว”

เด็ก ๆ กำลังเจริญเติบโตจริงด้วย ลำบากนางที่คิดได้ถึงเพียงนี้

“ไปเถอะ นำนางนมที่นางไทเฮาส่งมาให้เมื่อตอนกลางวันไปส่งยังจวนท่านแม่ทัพ ให้กุ้ยเฟยบำรุงร่างกายเสียหน่อย”

ฝ่ายบรรดาพระสนมในวังหลัง พอทราบข่าวว่าเซิ่งจิ่นเหยียนขี้เหนียวแต่กลับส่งนางนมไปให้สื่อเจินเซียง ต่างก็กัดฟันกรอด

ควรรู้ว่าเซิ่งจิ่นเหยียนตั้งแต่ทรงราชกิจมา ทรงประหยัดมัธยัสถ์ตลอดมา นำเงินที่ออมได้แจกจ่ายไปเป็นเสบียงแก่ทหารชายแดน

คนในวังต้องถูกลดเบี้ยหวัดกันถ้วนหน้า แม้แต่ฮองเฮาก็เช่นกัน ทว่ากุ้ยเฟยสกุลสื่อกลับได้รับพระราชทานของมีค่าบ่อยครั้ง

คิดไปคิดมาก็เพราะทรงให้ประสูติกาลบุตรนั่นเอง จึงได้มีบุญวาสนาเช่นนี้

ฮองเฮาทรงทราบข่าวนี้ นิ้วพระหัตถ์ก็กำแน่นทรงถามมามะคนสนิทว่า “เจ้าว่าเปิ่นกงควรวางยาใส่ฝ่าบาทหรือไม่?”

มิเช่นนั้นกว่าจะถึงกำหนดวาระ ฮ่องเต้ก็ไม่เคยเต็มพระทัยเสด็จมาเลย

มามะกลับส่ายหน้า “ฝ่าบาทโปรดระเบียบแบบแผนเป็นที่สุด หากพระองค์ทรงทำลายแบบแผนของพระองค์ เกรงว่าจะถูกลงโทษเอาได้”

สู้ให้ธิดาจากสกุลรองของจวนมหาเสนาบดีเข้าวังมาเพิ่มอัตราการให้กำเนิดจะดีกว่า

ฮองเฮาแม้มิทรงชอบพระทัยนัก แต่ก็ทรงเห็นชอบ

สื่อเจินเซียงทราบข่าวว่าจวนมหาเสนาบดีส่งธิดาสกุลรองเข้าวังอีกแล้ว ก็ไม่รู้สึกสะทกสะท้าน

แต่พี่สะใภ้ใหญ่สกุลสื่อกลับกังวลว่า “ฮองเฮาคงมิได้คิดใช้ธิดาตนเองมาช่วงชิงความโปรดปรานจากฝ่าบาทหรอกนะ?”

สื่อเจินเซียงไม่รู้สึกว่าแปลก “ก็เป็นเรื่องปกติ”

เพราะอย่างไรเสียก็มีฮ่องเต้เพียงคนเดียว ใครบ้างจะไม่อยากดึงดูดพระทัย

พี่สะใภ้ใหญ่สกุลสื่อรู้สึกขัดเคืองใจยิ่ง “ข้ายอมไม่ได้ที่จะให้พี่ชายของเจ้ามีสตรีมากมายเช่นนั้น”

โชคดีที่สกุลสื่อมีกฎว่าต้องไร้บุตรจนอายุสี่สิบจึงจะรับอนุได้ มิเช่นนั้นนางคงรับไม่ได้ที่สามีต้องมีสตรีมากมาย

ทว่าสื่อเจินเซียงกลับมองการณ์ไกลกว่า “ฮ่องเต้มีเพียงคนเดียว เหล่าขุนนางก็มิอาจให้เขามีได้เพียงสตรีเดียว”

อีกทั้งยุคสมัยก็แตกต่าง นางก็จะไม่ทำตัวเป็นพิเศษ

สู้ไปช่วงชิงหาผลประโยชน์เพิ่มจะดีกว่า

อย่างไรเสีย นางก็ไม่ได้พึ่งพาความรักจากฮ่องเต้ในการดำรงชีพ นางพึ่งพาความสามารถของตระกูลนางเอง และอนาคตของบุตรสาวทั้งหลาย

พี่สะใภ้ใหญ่สกุลสื่อเห็นนางมีจิตใจหนักแน่นมั่นคงราวกับสุนัขแก่ ก็ยิ่งทึ่งยิ่งนัก

กำลังพูดกันอยู่ทางวังก็ส่งนางนมมา

“กุ้ยเฟยเหนียงเหนียง นี่คือนางนมที่ฝ่าบาทพระราชทานให้ ให้เหนียงเหนียงได้บำรุงร่างกายเพคะ”

สื่อเจินเซียงรับไว้อย่างสบายใจ “ดีเลย เดี๋ยวให้ห้องครัวเล็กตุ๋นเย็นนี้ เปิ่นกงจะประทานให้เต็มที่”

พี่สะใภ้ใหญ่สกุลสื่อเข้าไปดูนางนมนั้น โอ้โฮ มีแค่สองถ้วยเล็กเท่านั้น?

นี่มันพอบำรุงอะไรได้?

สื่อเจินเซียงอดยิ้มขันไม่ได้ “ได้สองถ้วยก็นับว่าไม่เลวแล้ว”

บรรดาพระสนมนางอื่นยังไม่มีเลย

พี่สะใภ้ใหญ่สกุลสื่อทอดถอนใจ “เหตุใดฝ่าบาทจึงขี้เหนียวถึงเพียงนั้น?”

สื่อเจินเซียงยิ้ม “แท้จริงแล้วท้องพระคลังนั้นว่างเปล่า”

อยากจะใจกว้างก็ไม่มีเงินจะใช้

สื่อเจินเซียงก็มิได้รังเกียจเนื้อแมลงวันเพียงน้อยนิด เมื่อให้ก็รับ

ทั้งยังให้รางวัลแก่ขันที “ฝ่าบาทช่วงนี้ทรงงานราชกิจหนักหนา ก็น่าจะบำรุงพระวรกายบ้าง เปิ่นกงจะใช้เงินส่วนตัวซื้อเนื้อแพะให้ฝ่าบาทบำรุงพระวรกาย”

“เดี๋ยวเจ้าจงนำเนื้อแพะกลับไปด้วย”

ว่าแล้วก็ให้เงินรางวัลแก่ขันทีน้อยถึงสิบตำลึง

ขันทีน้อยมิได้รับเงินรางวัลมานาน จึงคุกเข่าขอบพระทัย

“พระชายาทรงห่วงใยฝ่าบาทยิ่งนัก สักครู่กระผมจะกลับไปทูลรายงาน”

สื่อเจินเซียงยิ้มพลางโบกมือ ให้เขาไปหาผู้ดูแลเพื่อซื้อเนื้อแพะ

พลางถือโอกาสซื้อซี่โครงแพะให้ตนเองอีกยี่สิบชั่ง ค่ำนี้จะเพิ่มอาหารให้ตนเองบ้าง

พี่สะใภ้ใหญ่สกุลสื่อเห็นนางมิได้ขัดสนตนเองเลย ก็อดขำมิได้

“เจ้าส่งเนื้อแพะให้ฮ่องเต้เพียงสองชั่ง แต่ซื้อให้ตนเองตั้งยี่สิบชั่ง?”

สื่อเจินเซียงยิ้มเจ้าเล่ห์ “รักใครก็อย่าลืมรักตัวเอง”

อีกครู่หนึ่งเมื่อองค์หญิงเลิกเรียนกลับมา ได้กลิ่นเนื้อแพะในเรือน

ต่างล้อมเข้ามาด้วยความละโมบ “เสด็จแม่ วันนี้ทรงตุ๋นเนื้อแพะหรือเพคะ?”

สื่อเจินเซียงเอนกายบนเก้าอี้กุ้ยเฟยอย่างสบายใจ กำลังเมล็ดแตงเพลิน ๆ “อืม วันนี้กินซี่โครงแพะ ใครทำการบ้านเสร็จก่อนจะได้เพิ่มอีกสองชิ้น”

เหล่าองค์หญิงที่ปกติผัดผ่อนการบ้าน พอได้ยินว่าจะได้กินซี่โครงแพะเพิ่ม ก็รีบลงมือทำการบ้านอย่างว่องไวทันที

สื่อเจินเซียงมิได้รอนางทั้งหลาย พอซี่โครงแพะสุกนางก็เริ่มกินก่อนเลย

ในชามขององค์หญิงทั้งสี่ ถูกคีบซี่โครงแพะคนละสี่ชิ้น ใครทำเสร็จก่อน สื่อเจินเซียงก็จะคีบเพิ่มให้อีกหนึ่งชิ้น

องค์หญิงทั้งสี่เพื่อจะได้กินเพิ่มอีกสองชิ้น ถึงกับทำการบ้านล่วงหน้าทั้งของวันพรุ่งนี้และวันถัดไปเสร็จเรียบร้อย

สื่อเจินเซียง....

พวกเจ้าทราบได้อย่างไรว่าการบ้านของวันพรุ่งนี้กับวันถัดไปคืออะไร?

องค์หญิงทั้งสี่ “จะเป็นอะไรก็ช่างเถอะ ทำไว้ก่อนค่อยว่ากัน”

ขอแค่ได้ซี่โครงแพะมาก่อน กินเข้าไปก่อนค่อยว่ากัน

สิ่งอื่นช่างไม่สำคัญ

สื่อเจินเซียง.....

ดูท่าองค์หญิงทั้งสี่ของนางก็รู้จักรักตนเองไม่น้อยเช่นกัน

แม้แต่องค์หญิงรองคนที่ห้า พอได้กลิ่นเนื้อแพะก็รีบดูดนมอย่างรวดเร็ว เกรงว่าจะได้กินน้อยไปสักสองอึก

สื่อเจินเซียงทั้งขำทั้งจนใจ ทว่าก็พอใจยิ่งนักกับผลงานการอบรมของตน

ตรงกันข้ามกับพี่สะใภ้ใหญ่สกุลสื่อและคนอื่น ๆ ที่ล้วนต้องคอยป้อนเด็ก ๆ ก่อน ให้เด็ก ๆ อิ่มนางถึงจะได้กิน

ไม่เหมือนนาง ที่สามารถกินไปพร้อมกับเด็ก ๆ ได้

หรือไม่ก็กินอิ่มก่อนแล้วจึงค่อยป้อนเด็ก ๆ

พี่สะใภ้ใหญ่สกุลสื่อ....

นางรู้สึกว่านางน่าจะลองทำตามดูบ้าง

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com