พระสนมสุขสันต์ เลี้ยงห้าองค์หญิงชิลล์เกินต้าน

บทที่ 3 สตรีต้องหาเงินให้มาก

7 นาที· 1.7K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

สื่อเจินเซียงเห็นสีหน้าบุตรสาวก็รู้ว่านางได้ยินข่าวลือมาแล้ว จึงยิ้มพลางอธิบายว่า “มีพวกเจ้าทั้งห้าก็เพียงพอแล้วสำหรับแม่ ลูกชายลูกหญิงล้วนเป็นสมบัติล้ำค่า แม่รักพวกเจ้าทั้งห้าที่สุด”

องค์หญิงหลายองค์ได้ยินดังนั้น แววตาก็เผยความยินดีปรีดาออกมา

พลันประกาศความจงรักภักดีว่า “เสด็จแม่ ต่อไปลูกจะปรนนิบัติดูแลท่านยามแก่”

“ลูกก็จะดูแลท่านเช่นกัน”

“และลูกด้วย”

สื่อเจินเซียงโปรดปรานที่พวกนางรักนางเช่นนี้ ไม่เสียแรงที่นางไม่เคยลำเอียง ปฏิบัติต่อบุตรทุกคนอย่างเท่าเทียม

ดูเถิด บัดนี้ก็เห็นผลแล้ว

“ดี ดี ดี ต่อไปแม่จะไปอาศัยอยู่กับพวกเจ้าแต่ละคนยามแก่เฒ่า ตอนนั้นพวกเจ้าอย่ารังเกียจแม่ก็แล้วกัน”

บุตรสาวทั้งสี่ต่างพากันกล่าวว่าจะไม่มีทางเป็นเช่นนั้น

เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ เนื่องจากสื่อเจินเซียงยังอยู่ระหว่างการพักฟื้นหลังคลอด สกุลสื่อจึงย้ายโต๊ะอาหารมาตั้งในลานบ้านนาง ทั้งครอบครัวกว่าสามสิบชีวิตก็มาอออยู่กินข้าวในลานของนางเช่นนี้

สื่อเจินเซียง.....

ยังดีที่ลานของนางนั้นใหญ่ที่สุดในจวน ไม่เช่นนั้นคงเบียดเสียดจนอยู่ไม่ได้

เพราะหลานชายกลับมาหมด โต๊ะของเด็กๆ เพียงอย่างเดียวก็ตั้งถึงสามโต๊ะ

สกุลสื่อรุ่นหลานนั้นมีแต่หลานชาย มีองค์หญิงทั้งห้าเป็นหลานสาว จึงทำให้เด็กหนุ่มทั้งหลายต่างเป็นมิตรกับองค์หญิงทั้งห้ายิ่งนัก ต่างแย่งกันอยากนั่งใกล้ๆ เหล่าน้องสาว

องค์หญิงใหญ่ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ยืนขึ้นมาจัดการสถานการณ์ “พี่ชายลูกพี่ลูกน้องทั้งหลายอย่าเพิ่งแย่งกัน รอบนี้พวกเราจะกลับมาพักหนึ่งเดือน วันนี้ให้พี่ชายใหญ่กับพวกนั่งโต๊ะก่อน พรุ่งนี้ค่อยให้พี่ชายรองกับพวกนั่ง”

อย่างไรเสียเปลี่ยนกลุ่มหมุนเวียนกันไปวันละกลุ่ม สุดท้ายก็ได้นั่งทั่วทุกคน

สื่อเจินเซียงมองแล้วขำนัก แต่ก็รู้สึกว่าบุตรสาวคนโตรู้จักจัดการงานได้ดี จัดการสถานการณ์ชุลมุนให้เรียบร้อยลงได้ทันที

เด็กหนุ่มทั้งหลายบัดนี้ก็ยอมนั่งรอเข้าคิวอย่างเรียบร้อย

พี่สะใภ้ใหญ่สกุลสื่อวางโต๊ะเล็กๆ ไว้บนเตียงของสื่อเจินเซียง แล้วนั่งลงกินข้าวกับนาง

“นี่คือเป็ดย่างจากประตูเหนือ เพิ่งออกจากเตา รีบชิมดู”

สื่อเจินเซียงเป็นคนชอบกินเช่นกัน จึงแทะน่องเป็ดทันที “กรอบ หอม”

หนังเป็ดย่างกรอบนอก เนื้อข้างในกลับนุ่มยิ่งนัก

บ่าวรับใช้ยกจานที่สองมาในไม่ช้า “นี่คือปลากะพงนึ่ง ซื้อมาจากท่าเรือ เป็นของดีราคาแพง ว่ากันว่าบำรุงร่างกาย”

สื่อเจินเซียงก็กินไปชิ้นใหญ่พลางชมไม่หยุดปาก “อร่อย”

ยังเป็นคนในบ้านที่รู้จักกิน อร่อยกว่าอาหารสูตรเดิมๆ ในวังหลวงมากนัก

พี่สะใภ้ใหญ่สกุลสื่อเห็นนางกินอย่างตะกละตะกราม ก็อดสงสัยไม่ได้ “น้องเก้า เจ้าในวังหลวงกินไม่อิ่มหรือ?”

ไม่เช่นนั้นจะหิวโหยถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?

สื่อเจินเซียงแทะขาหมูตุ๋นซีอิ๊วพลางถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “ฝ่าบาททรงประหยัดมัธยัสถ์ วันหนึ่งเสวยเพียงสองมื้อ แถมมื้อหนึ่งมีเพียงสองอย่าง”

ฮ่องเต้ยังเสวยเช่นนี้ พวกนางที่เป็นพระสนมจะกล้าสุรุ่ยสุร่ายได้อย่างไร ก็ต้องกินไม่อิ่มตามกันไป

พี่สะใภ้ใหญ่สกุลสื่อพลันรู้สึกสงสาร “ข้าก็บอกอยู่ว่าทำไมเจ้าจึงซูบตอบลงไปมาก ที่แท้ก็กินไม่อิ่มนี่เอง”

ฮ่องเต้ก็จริงทีเดียว จะให้หญิงมีครรภ์กินไม่อิ่มได้อย่างไร

แต่คำนี้เอ่ยออกไปไม่ได้ ทำได้เพียงคีบกับข้าวให้นางเพิ่ม

“บัดนี้ชายแดนสงบเรียบร้อยแล้ว ท่านย่าเพิ่งส่งสาส์นมาจากบ้านเมื่อหลายวันก่อน ความหมายคืออยากให้พวกผู้หญิงในบ้านเปิดร้านค้าทั้งหมด”

ไม่เช่นนั้นครอบครัวใหญ่ มีแต่เบี้ยหวัดนิดหน่อยจะกินอิ่มได้อย่างไร

ก่อนหน้านี้ชายแดนมีศึกสงคราม ราชสำนักระส่ำระส่าย ร้านค้าในบ้านปิดหมด

ตอนนี้สถานการณ์มั่นคงแล้ว ตามธรรมชาติต้องเริ่มค้าขายหาเลี้ยงชีพ

สื่อเจินเซียงกลับบ้านเดิมก็คิดถึงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน

“ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินข่าวมา เล่ากันว่าสกุลอัครเสนาบดีเริ่มรับซื้อร้านค้าจำนวนมาก อยากเปิดร้านเพิ่มเพื่อหาเงิน”

เพราะเป็นข่าวตรงมาจากแหล่งต้นทาง นางจึงต้องรีบกลับมาบอกครอบครัวเดิม ให้คนในบ้านรีบเข้าร่วมกองทัพหาเงินเช่นกัน

พี่สะใภ้ใหญ่สกุลสื่อเห็นด้วยกับความคิดของนาง “ท่านย่าหมายความว่าให้เราแยกย้ายกัน ไปเปิดร้านค้าตามหัวเมืองต่างๆ”

อย่างภรรยาของพี่ห้าพี่หกเป็นคนทางใต้ ก็ไปเปิดร้านทางใต้ได้

พี่เจ็ดพี่แปดเป็นคนเมืองเหนือ ก็ไปเปิดร้านที่เมืองเหนือได้

ส่วนตัวนางกับพี่รองอีกหลายคนเป็นคนเมืองหลวง ก็เปิดร้านในตัวเมืองและรอบนอกได้

สื่อเจินเซียงขอร่วมหุ้นด้วยทันที “ข้าก็อยากเปิดร้าน”

นางคิดไว้หมดแล้ว อาหารเป็นเรื่องสำคัญของราษฎร จะเปิดร้านขนม หรือไม่ก็ร้านอาหารเช้า

ถ้าเอาระดับสูงหน่อยก็เปิดภัตตาคาร

ตำแหน่งที่ตั้งนางก็เลือกไว้แล้ว ร้านขนมเปิดที่ท่าเรือ ที่นั่นตอนเช้าตรู่คนแบกหามขนของเยอะมาก คนส่วนใหญ่เห็นซาลาเปาหมันโถวก็จะซื้อกินบ้าง

ร้านขนมยังสามารถแบ่งเป็นสองแนวทาง แบบหนึ่งขายเฉพาะขุนนางผู้ดี อีกแบบก็ขายชาวบ้านสามัญชน

ส่วนโรงเตี๊ยมก็เปิดได้สองแบบเช่นกัน

ก็คือแบบหรูหรากับโรงเตี๊ยมชาวบ้าน

พี่สะใภ้ใหญ่สกุลสื่อฟังแผนการนี้แล้วเห็นด้วยอย่างยิ่ง “แต่เจ้ามีเงินมากขนาดนี้หรือ?”

แม้ว่าตอนนั้นบิดามารดาจะให้สินสอดทองหมั้นแก่น้องเก้ามากมาย แต่เมื่อเทียบกับครอบครัวเศรษฐี ก็เปิดร้านเล็กๆ ได้อย่างมากสองร้าน มากกว่านั้นไม่พอหรอก

เพราะอย่างไรเสียสกุลสื่อก็เป็นตระกูลขุนนางผู้ซื่อตรง

สื่อเจินเซียงหัวเราะหึหึ แล้วหยิบห่อใหญ่ที่เต็มไปด้วยทองคำ เงิน อัญมณี ออกมาจากห่อผ้า

“นี่ เพียงพอหรือไม่?”

นอกจากทองคำแล้ว ไข่มุกส่องแสงขนาดเท่าไข่ไก่นั่นก็ประเมินค่าไม่ได้

ยังมีปะการังแดงอีก นับเป็นสมบัติล้ำค่าทุกชิ้น

พี่สะใภ้ใหญ่สกุลสื่อหยิบของพวกนี้เก็บซ่อนอย่างรีบร้อน แล้วถามเสียงเบาว่า “น้องเก้า เจ้าแอบขโมยของของฮ่องเต้มาหรือเปล่า?”

สื่อเจินเซียงรู้สึกกระอักกระอ่วน “ที่ไหนกัน พวกนี้ล้วนเป็นของรางวัลที่ได้รับจากในวัง”

บ้างก็เป็นของรางวัลจากฮ่องเต้ บ้างก็จากไทเฮา ยังมีของฮองเฮาอีก

พี่สะใภ้ใหญ่สกุลสื่อลังเล “ของรับสั่งเอาไปจำนำ จะถูกตัดศีรษะหรือไม่?”

สื่อเจินเซียงสืบหามาเรียบร้อยแล้ว จึงให้นางเอียงหูเข้ามาใกล้ๆ “ข้าได้ยินมาว่าช่วงนี้มีพ่อค้าต่างชาติกลุ่มหนึ่งกำลังสะสมสมบัติพื้นเมืองของเรา ถึงเวลานั้นก็ขายของพวกนี้ให้พวกเขา เงินลงทุนก็จะมีเอง

แถมพวกพ่อค้าต่างชาติกลุ่มนั้น หลายปีถึงจะมาสักครั้ง

ของพอถูกซื้อไปแล้ว ใครจะไปรู้ว่าถูกขายต่อไปยังแคว้นใดแดนไกล

พี่สะใภ้ใหญ่สกุลสื่อก็ยังไม่วางใจ “ถ้าในวังถามขึ้นมาจะทำอย่างไร?”

สมบัติล้ำค่าจะอ้างว่าสูญหายไปก็คงไม่ได้กระมัง?

สื่อเจินเซียงมีแววตาเจ้าเล่ห์พลางยิ้ม “คราวก่อนข้าทูลฝ่าบาทว่าของรางวัลที่พระองค์ประทานให้ข้านั้น ข้านำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินเพื่อใช้เป็นทุนภัยพิบัติ และบริจาคไปในนามของฝ่าบาท”

เรื่องนี้ทำให้ฮ่องเต้ทรงพอพระทัยยิ่งนัก จึงประทานรางวัลให้นางอีก

รวมถึงฮองเฮาและไทเฮาก็เช่นกัน นางนำของรางวัลไปจำนำแลกเงิน แล้วใช้พระนามของพวกพระนางไปทำบุญกุศล มิใช่ได้ประโยชน์ถึงสามต่อหรือ?

ส่วนเงินพวกนั้น นางต้องยักยอกไว้บ้างอยู่แล้ว แต่ก็เอาเงินพวกนี้ไปเปลี่ยนเป็นสมบัติชิ้นอื่น แล้วก็เอาไปจำนำต่อ

พอสับเปลี่ยนไปมาหลายชิ้น ของก็ไม่ใช่ของรับสั่งอีกต่อไป แต่เงินก็ได้ไม่น้อย

ดังนั้นตอนนี้นางจึงมีเงินอยู่ในมือไม่น้อยเลย

พี่สะใภ้ใหญ่สกุลสื่อประหลาดใจพลางยกนิ้วให้ “เจ้านี่เก่งจริงๆ”

มิน่าล่ะท่านย่าถึงบอกมาตลอดว่าถ้าผู้ชายในบ้านไม่อยู่ก็ให้ฟังน้องเก้า ดูท่าท่านย่าคงพูดถูก

“ได้เลย เรื่องเปิดร้านของเจ้า ข้าจะช่วยดูแลให้”

“ถึงเวลาชื่อร้านจะลงชื่อเจ้าหรืออย่างไร?”

สื่อเจินเซียงคิดไว้หมดแล้ว “ลงชื่อองค์หญิง หนึ่งคนต่อสองร้าน”

ถือเป็นสินเดิมสำหรับพวกนางในอนาคต

อย่างไรเสียกว่าพวกนางจะออกเรือนก็อีกหลายปี หลายปีนี้นางใช้ร้านค้าพวกนี้หาเงินได้อีกไม่น้อยเลย

พี่สะใภ้ใหญ่สกุลสื่อหัวเราะว่านางรู้จักคิดคำนวณ

สื่อเจินเซียงยิ้มรับ “สตรี โดยเฉพาะสตรีที่แต่งเรือนแล้ว ก็สมควรหาเงินให้มาก”

แม้นางจะรู้สึกในใจว่าบุตรสาวจะดูแลนางยามแก่เฒ่า แต่การที่สตรีมีเงินมากหน่อยก็ไม่เสียหาย

ไม่แน่วันหน้าอาจจะเป็นนางคอยเลี้ยงดูบุตรสาวทั้งหลายเองก็ได้

พี่สะใภ้ใหญ่สกุลสื่อหัวเราะ พลางถามด้วยความเป็นห่วงอีกว่า “ครั้งนี้เจ้ากลับมา ฝ่าบาททรงไม่เอ่ยถามถึงเลยหรือ?”

คงมิใช่เพราะน้องเก้าคลอดบุตรสาวห้าคนติดต่อกันเลยไม่เป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทกระมัง?

สื่อเจินเซียงโบกมืออย่างไม่ยี่หระ “ข้าไม่สนิทกับพระองค์”

เซิ่งจิ่นเหยียนที่อยู่ไกลถึงในวังหลวงจามออกมาเสียงดังโดยพลัน

จะเป็นเพราะไม่สบายหรือไร?

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com