หัวหน้าขันทีมีเหงื่อผุดบนหน้าผาก ทูลตอบด้วยความหวาดหวั่น “ทูลฝ่าบาท ยังคงเป็นองค์หญิงน้อยพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ทรงได้ฟังก็ขมวดพระขนง ฉายแววสงสัย
“เหล่าเจิ้งจื่อ ไพร่บอกข้า ร่างกายของข้ามีปัญหาใดหรือไม่?”
หาไม่แล้ว เหตุใดจึงให้กุ้ยเฟยมีแต่พระธิดา?
เหล่าเจิ้งจื่อคุกเข่าลงด้วยความตื่นตระหนก “ฝ่าบาท พระองค์ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงดั่งมังกร จะมีปัญหาใดได้พ่ะย่ะค่ะ”
“หากจะมีปัญหา ก็เป็นปัญหาของเหล่าสตรี พระองค์ทรงเป็นมหาจักรพรรดิ ย่อมไร้ปัญหาเป็นธรรมดาพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้สดับคำนี้ มิได้ทรงสบายพระทัย หากแต่ทรงย้อนถามอย่างตรงไปตรงมา “เรื่องนี้เกี่ยวอันใดกับสตรี?”
“หรือว่าท้องของสตรีจะกำหนดบุตรชายหญิงได้?”
เหล่าเจิ้งจื่อมีสีหน้าหวาดหวั่น เรื่องนี้ตนก็ไม่รู้เช่นกัน
แต่คนรุ่นก่อนล้วนกล่าวเช่นนี้
ตราบใดมิอาจให้กำเนิดบุตรชาย ก็โทษสตรีทั้งสิ้น สุดท้ายแล้วหาได้เกี่ยวกับบุรุษไม่
ฮ่องเต้ทรงได้ยินดังนั้นก็ยังคงฉงน “แล้วเหตุใดสนมอื่นในวังหลังจึงไร้พระครรภ์?”
เหงื่อบนหน้าผากเหล่าเจิ้งจื่อแทบจะไหลลงมา จำต้องแต่งเรื่องขึ้น “เช่นนั้น คงเป็นเพราะพระวรกายของเหล่าเหนียงเหนียงมิค่อยแข็งแรง หากไม่เป็นเช่นนั้น เหตุใดกุ้ยเฟยสกุลสื่อจึงให้ประสูติได้ถึงห้าองค์พ่ะย่ะค่ะ”
แสดงว่าฮ่องเต้มิได้มีปัญหา ผู้มีปัญหาคือเหล่าสนมนั่นเอง
ฮ่องเต้ทรงถูกคำอธิบายนี้โน้มน้าวไปชั่วคราว ทรงลุกขึ้นหมายจะทอดพระเนตรนางสื่อเจินเซียง
ทว่าครั้นถึงตำหนักเจินเซียงจึงพบว่าไร้ผู้คน
“คนเล่า?”
ขันทีน้อยที่กำลังปัดกวาดพลันได้ยินสุรเสียงของฮ่องเต้ ก็ตกใจคุกเข่า “ทูลฮ่องเต้ กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงกลับเรือนเดิมเพื่อพักฟื้นหลังคลอดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ทรงขมวดพระขนง ทอดพระเนตรเหล่าเจิ้งจื่อ “ในวังหลังมีธรรมเนียมกลับเรือนเดิมเพื่อพักฟื้นหลังคลอดด้วยหรือ?”
เหล่าเจิ้งจื่อรีบมองขันทีน้อยข้างกาย ขันทีน้อยจึงทูลตอบ “ทูลว่านซุ่ยเอี๋ย เหนียงเหนียงตรัสว่า มิอาจประสูติองค์ชายให้ฝ่าบาท ทรงรู้สึกละอายพระทัยนัก จึงอยากกลับเรือนเดิมไปถามว่า มีตำรับลับใดหรือไม่ เพื่อจะประสูติองค์ชายให้ฝ่าบาทโดยเร็วพ่ะย่ะค่ะ”
เซิ่งจิ่นเหยียนเลิกคิ้วน้อยๆ มิทรงคาดว่านางสื่อเจินเซียงจะกลับบ้านไปเสาะหาตำรับลับเพื่อให้บุตร
ช่างเถิด นางรักเขาเพียงนี้ เช่นนั้นก็สมความปรารถนานางแล้ว
จึงทรงโบกพระหัตถ์ แล้วหมุนพระวรกายกลับตำหนักอี้ซู
ขันทีน้อยประหลาดใจ มิคิดว่าคำพูดนี้จะสำเร็จผลได้จริง?
ดูท่าฮ่องเต้จะทรงปรารถนาองค์ชายยิ่งนัก
ในตำหนักฮองเฮา เมื่อทราบว่าฮ่องเต้เสด็จมายังตำหนักเจินเซียงด้วยพระองค์เอง จิตใจก็ริษยา
โดยเฉพาะเมื่อได้ยินว่าฮ่องเต้มิได้ทรงคัดค้านการกลับเรือนเดิมเพื่อพักฟื้นหลังคลอดของนางสื่อเจินเซียง ใจก็ยิ่งรู้สึกขุ่นเคือง
“มามา เจ้าว่า ฝ่าบาทไม่มีพระทัยต่อกุ้ยเฟยสกุลสื่อจริงหรือ?”
มามะอาวุโสวิเคราะห์อย่างตั้งใจ “สกุลสื่อคือคนของฮ่องเต้ แต่ฮ่องเต้ก็มิได้โปรดปรานเป็นพิเศษ นั่นแสดงว่ายังทรงควบคุมสกุลสื่ออยู่”
หาไม่แล้ว ก็คงไม่ทรงมีพระกรุณากับนางสื่อเจินเซียงเพียงปีละครั้ง
เป็นแต่เพียงคาดไม่ถึงว่าสตรีนางนี้จะมีครรภ์ง่ายนัก ครั้งเดียวก็ทรงพระครรภ์ทุกครั้ง
ฮองเฮาทรงอิจฉายิ่งนัก “เจ้าว่าสมควรหรือไม่ที่จะไปขอตำรับลับจากกุ้ยเฟยสกุลสื่อ?”
หาไม่แล้ว หากมิทรงพระครรภ์สักที มิใช่เรื่องดี
อีกทั้งฮ่องเต้เสด็จมายังวังหลังน้อยเสียเหลือเกิน เดือนละครั้ง และยังต้องโปรยความโปรดปรานทั่วถึง
แม้แต่นางผู้เป็นฮองเฮา ก็เพียงปีละสองครั้งเท่านั้น
มามะถอนใจ “ฝ่าบาทไม่หมกมุ่นในถามารมณ์ ย่อมเป็นเรื่องดี เพื่อมิให้พวกหญิงชั่วยั่วยวน”
แต่เรื่องรัชทายาทนั้นต้องใส่ใจ
“เช่นนั้น ให้นี่ไปสืบหาตำรับลับจากจวนมหาเสนาบดีให้ท่านสักครั้งดีหรือไม่?”
ฮองเฮาทรงอนุญาต “หากไม่ได้ผล เจ้าจงไปขอจากนางสื่อเจินเซียงเถิด”
อย่างไรเสีย นางจะต้องให้ประสูติองค์ชายแน่วแน่
“เพคะ”
ทางด้านนี้
นางสื่อเจินเซียงรีบอุ้มเสี่ยวเหลาอู่กลับเรือนเดิมอย่างรวดเร็ว กลัวว่าหากช้าไปสักนิดจะถูกขวางไว้
ยังดีที่ฮ่องเต้ขี้หมางานยุ่ง มิได้เสด็จมาเยี่ยมนาง เช่นนี้นางก็จะได้พักฟื้นหลังคลอดที่เรือนเดิมอย่างสบายใจ
ครั้นถึงสกุลสื่อ พ่อบ้านชราเห็นนางกลับมาก็ตื่นเต้น หน้าเหี่ยวย่นด้วยความยินดี “คุณหนูเก้ากลับมาแล้วหรือ?”
นางสื่อเจินเซียงสวมกอดพ่อบ้านชราด้วยความดีใจ “ท่านปู่พ่อบ้าน ข้าคิดถึงท่านนัก”
พ่อบ้านชรามีสีหน้ารักใคร่ เห็นท้องนางยุบลงก็ตกใจ “นี่ท่านเพิ่งคลอดบุตรมาหรือ?”
“ไฉนจึงวิ่งกลับมาเช่นนี้? หากต้องลมหนาวจะเป็นไรไป ยินดีนัก”
บ่าวไพร่ต่างรีบเอาผ้าคลุมคลุมให้นางสื่อเจินเซียง และเอาเตาอุ่นมือมาให้ ฝูงชนรายล้อมนาง เพื่อกันลม
อบอุ่นละมุนเข้าไปในเรือน
คนสกุลสื่อได้ยินนางกลับมา ก็รีบนำของขวัญมาเยี่ยมนาง
นอกจากบุรุษที่ไกลถึงชายแดนแล้ว บรรดาสตรีตั้งแต่พี่สะใภ้ใหญ่ถึงพี่สะใภ้แปดมากันทั้งหมด
“น้องเล็ก เจ้ากลับมา เหตุใดไม่บอกล่วงหน้า? จะได้ไปรับเจ้า ดูสิหนาวเย็นเพียงใด”
นางสื่อเจินเซียงมองคนเต็มห้อง ยิ้มพลางว่า “ข้าร้อนต่างหากเล่า จะหนาวไปไย”
พี่สะใภ้ทั้งแปดสำรวจนางอยู่นาน เห็นว่านางปลอดภัยดี จึงถอนใจโล่งอก
พลางดูห่อทารกที่นางอุ้มกลับมา “โอ๊ะ คลอดแล้วหรือ?”
ครั้งนี้เป็นองค์ชายหรือองค์หญิงน้อย?
นางสื่อเจินเซียงยิ้มตามสบาย “ยังเป็นองค์หญิง”
พี่สะใภ้ทั้งแปดสบตากัน กลัวนางเศร้า ปลอบนางเป็นพิเศษว่า “ไม่เป็นไร ครั้งหน้าคงเป็นองค์ชาย”
นางสื่อเจินเซียงหัวเราะ “ไม่เป็นไร องค์หญิงต่างหากที่เลี้ยงข้ายามชราได้”
พี่สะใภ้ทั้งแปดของสกุลสื่อต่างได้สติจากคำนี้ “จริงด้วย”
ในวังยามนี้มีแค่องค์หญิงห้าองค์ หากองค์ชายออกมาจากครรภ์นาง ก็ยากจะรอดพ้นถูกเล่นงาน
อีกทั้งองค์ชายในอนาคตนั้นคงเป็นศัตรูของฮองเฮา แท้จริงแล้วสู้มีองค์หญิงก็มิเทียบเท่า
และสกุลสื่อเวลานี้มีชื่อเสียงเกียรติยศมาก หากมีองค์ชายอีก ก็คงถูกฮ่องเต้ระแวง กลัวสกุลสื่อจะหนุนองค์ชายนั้น
เมื่อวิเคราะห์กันแล้วก็หายเศร้าโศก
“องค์หญิงก็ดีแล้ว ต่อไปหาพระสวามีดีๆ สักองค์ ไม่แน่อาจรับเจ้าออกจากวังไปอยู่สักวันสองวัน”
วันนี้ไปอยู่ตำหนักองค์หญิงใหญ่สักสองสามวัน พรุ่งนี้ไปอยู่ตำหนักองค์หญิงรองสักสองสามวัน คิดแล้วก็ชื่นใจ
นางสื่อเจินเซียงก็คิดเช่นนี้
ต่อไปแม้องค์ชายอื่นขึ้นครองราชย์ ธิดาทั้งห้าของนางก็คุกคามอีกฝ่ายไม่ได้
เมื่อนางได้เป็นไท่เฟยแล้ว ก็ให้บรรดาองค์หญิงเลี้ยงดูยามแก่
และนางก็มิคิดจะมีบุตรอีก
มีห้าคนก็พอรักษาชีวิตแล้ว
กำลังสนทนาอยู่ พวกลูกองค์หญิงก็เลิกเรียนกลับมาแล้ว
เพราะพวกนางเป็นเด็กเพียงห้าคนในวัง ฮ่องเต้จึงทรงให้ความสำคัญกับการเรียนของพวกนางยิ่ง
เพียงแค่ขวบปีก็ให้ไปเรียนหนังสือเบื้องต้นแล้ว
แต่ยามนี้เมื่อถึงสกุลสื่อ บรรดาองค์หญิงเปลี่ยนจากความสง่างามในวัง กลายเป็นร่าเริงกระโดดโลดเต้นขึ้นมา
“เสด็จแม่~~พวกข้ากลับมาแล้ว~~”
แต่ไกลก็ได้ยินเสียงใสกระจ่างชวนเอ็นดูขององค์หญิงน้อย
พี่สะใภ้ของสกุลสื่อหลายคนต่างออกไปรับเด็กๆ ด้วยความดีใจ
“อ๊ะโยว องค์หญิงน้อยทั้งหลาย พวกท่านกลับมาแล้วหรือ?”
องค์หญิงใหญ่องค์หญิงสององค์หญิงสามองค์หญิงสี่เห็นญาติก็กระโดดโลดเต้นวิ่งเข้ามา เสียงใสกังวาลชวนฟัง “ท่านน้าสะใภ้ใหญ่~น้าสะใภ้สอง น้าสะใภ้สามน้าสะใภ้สี่ น้าสะใภ้ห้าน้าสะใภ้หก น้าสะใภ้เจ็ดน้าสะใภ้แปด~”
เด็กๆ เรียกน้าสะใภ้ทั้งแปดอย่างปากหวานทีละคน
พี่สะใภ้ทั้งแปดก็อุ้มพวกนางขึ้นด้วยความชื่นบาน “ดีมาก หิวยัง? มื้อเย็นอยากกินอะไร?”
องค์หญิงน้อยทั้งหลายเริ่มท่องชื่ออาหาร “หม่อมฉันอยากกินข้าวแปดอย่าง ไก่อบใบบัว แล้วก็ซาลาเปา”
องค์หญิงทั้งสี่ต่างชอบไม่เหมือนกัน ชื่ออาหารที่ท่องออกมารวมกันก็เกือบเต็มโต๊ะ
แต่คนสกุลสื่อรักใคร่บรรดาองค์หญิงยิ่งนัก อีกทั้งคนในสกุลสื่อมีมาก ข้าวโต๊ะหนึ่งก็กินหมด
นางสื่อเจินเซียงเห็นลูกสาวกลับมา ก็ดึงพวกนางมากอดจูบหน้าผากน้อยทีละคน
“โอ๊ย ลูกสาวใหญ่ลูกสาวสองลูกสาวสามลูกสาวสี่ของแม่กลับมาแล้ว แม่คิดถึงพวกเจ้าแทบขาดใจ”
องค์หญิงทั้งสี่เห็นเสด็จแม่ก็แสนจะน่ารัก พากันเข้ามาจูบ
องค์หญิงใหญ่ค่อนข้างเข้าใจเรื่องราว มองไปที่เปลเตียงทารกข้างๆ ถามด้วยความสงสัย “เสด็จแม่ ท่านให้กำเนิดน้องสาวให้พวกเราอีกแล้วหรือ?”
ตอนพวกนางเลิกเรียนก็ได้ยินข่าวว่าเสด็จแม่ให้กำเนิดน้องสาวอีกแล้ว และยังเยาะเย้ยเสด็จแม่ของพวกนางว่าชะตาไร้บุตรชาย