เสิ่นนี้เหยียนตาไวมือไว รีบคว้ามือเขาไว้ ใบหน้าแดงก่ำ
“คุณทำอะไรน่ะ!”
“ดูว่าถูกน้ำร้อนลวกหรือเปล่า”
“ไม่โดนหรอก! ฉันใส่น้ำเย็น เป็นน้ำเย็น!” เสิ่นนี้เหยียนอายจนใบหูร้อนผ่าว ผลักไหล่เขาเบา ๆ “ปล่อยเร็วเข้า!”
เหวินเจ้าเหย่ถึงได้ชักมือกลับ ก่อนหันไปเปิดตู้เสื้อผ้าของเธอ
ประตูตู้เปิดออก ด้านในแขวนชุดนักเรียนเรียงเป็นแถว เสื้อเชิ้ตสีขาว กระโปรงสั้นสีเทาเข้ม และเนกไทลายสก็อต มีวางเรียงอย่างเป็นระเบียบสามชุด ข้างกันยังมีถุงเท้ายาวสีเดียวกันอีกสองคู่
“จะใส่ชุดนักเรียน หรือให้ฉันสั่งคนส่งเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้”
เสิ่นนี้เหยียนเอียงศีรษะมองชุดนักเรียนเหล่านั้น พลางนึกถึงตู้เสื้อผ้าของเจ้าของร่างเดิมที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าสไตล์นักเรียนเรียบร้อยแบบนี้ ทั้งดูเรียบจนน่าเบื่อ แถมชายกระโปรงยังสั้นเหนือเข่า ใส่ออกไปก็เหมือนกันไปหมดทั้งห้อง
เธอแกว่งขาเล็ก ๆ ที่ห้อยอยู่ริมอ่างล้างหน้าเบา ๆ แล้วพูดเสียงอ่อน
“วันนี้ไม่อยากใส่ชุดนักเรียน…” เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมฉ่ำวาวสบกับสายตาเขา “อาเย่~ ส่งชุดใหม่ของแบรนด์ตัดเย็บเออาร์มาให้ฉันสักชุดได้ไหม? เพื่อนในห้องมีกันทุกคน มีแต่ฉันที่ไม่มี”
แบรนด์ตัดเย็บเออาร์มีเพียงแห่งเดียวทั่วประเทศ คิวสั่งตัดยาวไปถึงเดือนมิถุนายนปีหน้า
เหวินเจ้าเหย่มองดวงตาเป็นประกายของเธอที่แฝงแววเจ้าเล่ห์นิด ๆ ครู่หนึ่ง ก่อนเสียงหัวเราะเบา ๆ จะหลุดออกมาจากลำคอ
“อืม”
ดวงตาเสิ่นนี้เหยียนสว่างวาบขึ้นทันที โค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว ปลายเท้าแกว่งเบา ๆ
“จริงนะ? ห้ามกลับคำทีหลังนะ!”
เหวินเจ้าเหย่เลิกคิ้วเล็กน้อย แล้วใช้นิ้วยาวเรียวแตะแก้มซ้ายของตัวเอง
เสิ่นนี้เหยียนกะพริบตาปริบ ๆ “...ทำอะไรน่ะ?”
“จูบหนึ่งที ให้สิบชุด”
เครื่องคิดเลขในหัวเสิ่นนี้เหยียนส่งเสียงดังแกร๊ก ๆ ชุดตัดเย็บจากแบรนด์เออาร์ราคาขั้นต่ำเจ็ดหลัก สิบชุดก็เท่ากับ...หลักหน่วย หลักสิบ หลักร้อย หลักพัน หลักหมื่น...
ดวงตากลมของเธอสว่างวาบราวกับหลอดไฟ คิดอะไรไม่ทันก็โอบคอเขาแล้วโน้มเข้าไปจูบ
จุ๊บ!
จูบหนึ่งทีดังฟอดลงบนแก้มซ้าย
จุ๊บ!
แก้มขวาก็โดนตามมาติด ๆ
จากนั้นก็จูบคางอีกหนึ่งที
จุ๊บ!
แล้วก็จูบหน้าผากอีกสองที
จุ๊บจุ๊บ!
เธอจูบติดกันห้าที พอถอยกลับมาใบหน้าเล็ก ๆ ก็แดงระเรื่อ มุมปากยกจนกดไม่ลง เธอยื่นมือออกมาแบฝ่ามือ โชว์นิ้วเรียวขาวนุ่มทั้งห้านิ้วตรงหน้าเขา
“ห้าทีแล้วนะ~อาเย่ ต้องให้ฉันห้าสิบชุดแล้วใช่ไหม?”
เหวินเจ้าเหย่ก้มมองสีหน้าภาคภูมิใจของเธอ สายตาเลื่อนไปยังริมฝีปากที่ขยับเปิดปิด ริมฝีปากชุ่มฉ่ำเป็นประกายวาววับ
เธอยังคงนับนิ้วอยู่ “ชุดละหนึ่งล้าน สิบชุดก็สิบล้าน ห้าสิบชุดก็ห้า...” “อื้อ!”
ยังพูดไม่ทันจบ ท้ายทอยก็ถูกมือใหญ่รวบไว้ เขาก้มลงจูบเธอ
รุนแรงกว่าครั้งตอนกลางวันเสียอีก
เสิ่นนี้เหยียนถูกเขาดันจนชิดขอบอ่างล้างหน้า แผ่นหลังเสียดสีกับหินอ่อนเย็นเฉียบ ส่วนด้านหน้าคืออกอุ่นร้อนของเขา ราวกับตกอยู่ระหว่างน้ำแข็งกับเปลวไฟ เธอครางเบา ๆ พลางพยายามหลบ แต่เขากลับบีบเอวเธอแล้วดึงกลับมา
ริมฝีปากและลิ้นพันเกี่ยวกันจนเธอหายใจไม่ทัน มือเล็กดันอกเขาเบา ๆ แต่ชายหนุ่มกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย
จูบของเหวินเจ้าเหย่ไล่จากคางเธอลงไปยังลำคอเรียว ฟันขบเบา ๆ ตรงเนื้อนุ่มเหนือกระดูกไหปลาร้า ร่างเธอสั่นสะท้าน ปลายเท้าจิกงอ
“อาเย่...อย่า...”
มือข้างหนึ่งของเขาลูบไล้ไปตามแนวเอวของเธอ ก่อนสอดเข้าไปด้านใน ฝ่ามือแนบกับผิวอุ่นบริเวณเอวด้านข้าง
ขาของเสิ่นนี้เหยียนอ่อนแรงไปหมด ต้องอาศัยเขาประคองเอวไว้ถึงไม่ร่วงลงไป หางตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำ เธอกัดริมฝีปากล่างไว้ ไม่ให้เสียงแปลก ๆ หลุดออกมา
อุณหภูมิในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าสูงขึ้นเรื่อย ๆ เธอได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นตึกตัก กระแทกอกจนเจ็บ
ในจังหวะนั้นเอง บานประตูก็ถูกเคาะ
“ประธานเหวินครับ เสื้อผ้ามาส่งแล้วครับ”
เสียงชายหนุ่มดังมาจากนอกประตู น้ำเสียงนอบน้อม
เสิ่นนี้เหยียนสะดุ้งเฮือกทั้งตัวโดยไม่รู้ตัว แล้วหดเข้าไปในอ้อมแขนเหวินเจ้าเหย่ ซุกหน้าลงกับอกเขา
จูบของเหวินเจ้าเหย่หยุดอยู่ข้างติ่งหูเธอ เมื่อรู้สึกว่าคนในอ้อมแขนเกร็งขึ้น เขาก็หัวเราะเสียงต่ำ ลมหายใจปัดผ่านใบหู ก่อนเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงทุ้ม
“ไม่ต้องกลัว เป็นผู้ช่วยของฉัน เจียงอวิ๋นเฉิน”
เสิ่นนี้เหยียนถึงค่อยโผล่หน้าออกมาจากอ้อมแขนเขาครึ่งหนึ่ง ใบหูแดงจนแทบหยดเลือด แล้วกระซิบเสียงเบา
“รีบให้เขาไปสิ”
แววขบขันในดวงตาเหวินเจ้าเหย่เข้มข้นขึ้น เขาเอียงหน้าไปพูดกับคนด้านนอกว่า “วางไว้หน้าประตูก็พอ”
จากนั้นก็มีเสียงวางของเบา ๆ ดังมาจากด้านนอก ตามด้วยเสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ ห่างออกไป
เสิ่นนี้เหยียนถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก ร่างอ่อนยวบห้อยอยู่บนตัวเขา ศีรษะพิงไหล่แล้วพึมพำว่า
“ตกใจแทบแย่...”
เหวินเจ้าเหย่ก้มมองท่าทางทั้งขี้กลัวทั้งน่าเอ็นดูของเธอ ก่อนยกมือขึ้นบีบต้นคอเธอเบา ๆ น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย
“ยังจะจูบอีกไหม?”
เสิ่นนี้เหยียนรีบส่ายหน้าเหมือนกลองป๋องแป๋ง “ไม่จูบแล้ว ไม่จูบแล้ว! ถ้าจูบต่อ ฉันคงหมดสภาพแน่!”
เธอดิ้นออกจากอ้อมแขนเขา กระโดดลงจากอ่างล้างหน้า แต่พอเท้าแตะพื้น ขาก็ยังอ่อนยวบ ต้องจับแขนเขาไว้ถึงยืนได้มั่นคง
เหวินเจ้าเหย่ไม่แกล้งเธอต่อ เขาหันไปเปิดประตู ก้มลงหยิบถุงกระดาษสีเขียวเข้มของแบรนด์ตัดเย็บเออาร์ที่วางอยู่บนพื้น แล้วยื่นให้เธอ
เสิ่นนี้เหยียนรับถุงมาแล้วก้มมอง เห็นชายกระโปรงผ้าซาตินสีฟ้าหม่นโผล่ออกมาส่วนหนึ่ง แค่มองก็รู้ว่าแพงเอาเรื่อง
“เปลี่ยนชุดเถอะ” เหวินเจ้าเหย่พิงกรอบประตู สายตาทอดลงบนตัวเธออย่างเกียจคร้าน “ฉันรออยู่ข้างนอก”
เสิ่นนี้เหยียนกอดถุงไว้แล้วโบกมือไล่เขา “ออกไป ๆ ปิดประตูด้วย!”
เหวินเจ้าเหย่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แล้วดึงประตูปิดตามหลัง
เสิ่นนี้เหยียนพิงบานประตูอยู่ หัวใจยังเต้นตึกตักไม่หยุด เธอยกมือแตะแก้มที่ร้อนผ่าวของตัวเอง แล้วพึมพำเสียงเบา
“แย่แล้ว แย่แล้ว ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ภารกิจยังทำไม่เสร็จ ฉันคงโดนเขาจูบจนหมดแรงก่อนแน่...”
เสิ่นนี้เหยียนใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะรูดซิปกระโปรงขึ้นจนสุด จากนั้นส่องกระจกจัดผมให้เรียบร้อย แล้วก้มลงสวมรองเท้าหนังหัวเหลี่ยม
ตอนมือแตะลูกบิดประตู เธอชะงักไปเล็กน้อย สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนดึงประตูเปิด
เดิมทีเหวินเจ้าเหย่พิงขอบหน้าต่างในโถงทางเดินอย่างเกียจคร้าน ก้มหน้าดูโทรศัพท์ แสงจากหน้าจอส่องบนใบหน้า ทำให้ใต้แนวคิ้วเกิดเงาจาง ๆ
เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู เขาก็เงยหน้าขึ้น
โทรศัพท์ในมือหลุดลงไปกระแทกขอบหินอ่อนของขอบหน้าต่างดังแกร๊ก
ชายกระโปรงผ้าซาตินสีฟ้าหม่นพลิ้วไหวเล็กน้อย ความยาวอยู่เหนือเข่าราวสองสามเซนติเมตร เผยให้เห็นขาเรียวยาวได้สัดส่วน สีผิวขาวจนแทบโปร่งแสงใต้แสงไฟสีอุ่นในทางเดิน
คอวีเว้าลงอย่างพอเหมาะ เผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้า แนวตัดเย็บตรงหัวไหล่ขับให้ช่วงไหล่และลำคอดูบอบบาง เอวเข้ารูป ส่วนชายกระโปรงบานออกเล็กน้อย ราวกับก้อนเมฆที่ห่อหุ้มแสงจันทร์ไว้
ผิวเธอขาวอยู่แล้ว พอใส่สีฟ้าหม่นก็ยิ่งดูราวกับเปล่งประกายทั้งตัว
เห็นเขาเงียบไปนาน เสิ่นนี้เหยียนจึงจับชายกระโปรงหมุนตัวหนึ่งรอบตรงหน้าเขา
ชายกระโปรงพลิ้วบานออกราวกับดอกไม้
“สวยไหม?”
พอยืนนิ่ง เธอก็เงยหน้ามองเขา ดวงตากลมเป็นประกาย คางเชิดขึ้นเล็กน้อย แฝงความอวดและความคาดหวังอยู่จาง ๆ
แต่เหวินเจ้าเหย่กลับพูดว่า “ยังขาดอะไรไปอย่าง”
เสิ่นนี้เหยียนชะงักงัน
ชายหนุ่มหยิบกำไลเงินวงหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท กำไลเย็นเฉียบเมื่อสัมผัสผิว มีระฆังใบจิ๋วห้อยอยู่ ทว่าดูเหมือนผ่านการดัดแปลงมาแล้ว ต่อให้แกว่งก็ไม่มีเสียง
เหวินเจ้าเหย่สวมกำไลให้เธอ ข้อเท้าเธอเรียวเล็ก วงกำไลจึงโอบรัดอยู่ตรงนั้น ดูราวกับมีบางสิ่งพันธนาการไว้
“หนูเหยียนใส่อันนี้แล้วสวยกว่าเดิม”
เสิ่นนี้เหยียนไม่เห็นแววหมกมุ่นบิดเบี้ยวที่วาบผ่านดวงตาเขา เธอแค่รู้สึกว่ากำไลสวยดี จึงลองแกว่งเท้าดูอย่างตื่นเต้น
“รสนิยมดีนี่ ฉันพอใจมาก”
ความมืดหม่นในดวงตาเหวินเจ้าเหย่จางลงไปบ้าง เมื่อเห็นท่าทางภูมิใจนุ่มนิ่มของเธอ
