ตอนที่3 เปิดโปงหน้าไพ่
เสียงเคาะประตู “ปัง ปัง ปัง” ปลุกเซียวหม่านตงให้ตื่นจากภวังค์ เธอเด้งตัวลุกนั่ง ใช้เวลานานกว่าจะรู้สึกตัว
“อีนังแพศยา ช่างเป็นเวรเป็นกรรมแท้ อีตัวซวย ดูสิว่าทำอะไรกับเจี้ยนกั๋วไว้ แต่งเข้าบ้านมาได้ยังไงกันอีแม่ม่ายผัวตาย เพิ่งเลี้ยงโต๊ะเสร็จคนในบ้านก็ตาย ถ้าไม่ใช่เพราะแก ลูกชายข้าเจี้ยนจวินคงได้เลื่อนขั้นไปนานแล้ว ไม่ต้องไปทำภารกิจเสี่ยงตายนั่น แล้วก็ไม่ต้องพลีชีพด้วย เรื่องเพิ่งเกิดในบ้านก็ยังไม่เลิก แกออกมานี่เดี๋ยวนี้”
ได้ยินเสียงดุด่าคุ้นหูของแม่สามี เซียวหม่านตงก็แน่ใจอีกครั้งว่าเธอเกิดใหม่มาจริง ๆ
ไม่รู้ลู่เจี้ยนกั๋วกับหวังซิ่วเหมยพูดกับหม่าหลานอิงยังไง แต่ไม่สำคัญ ยังไงเธอก็จะไม่แบกรับความผิดแทนอีกแล้ว
“แม่ อย่าโทษน้องสะใภ้เลย เพิ่งแต่งงานพวกคุณก็ไปอยู่กรมทหารแล้ว น้องต้องหงุดหงิดแน่ ๆ หนูจะไม่ถือสาหรอก ยังไงก็เป็นครอบครัวเดียวกัน” หวังซิ่วเหมยทำเสียงอ่อนอกอ่อนใจ สะอึกสะอื้นฟ้องหม่าหลานอิง
“ซิ่วเหมย วันนี้แม่จะจัดการให้แกแน่ อีเซียวหม่านตงมันได้ดีเพราะมีงานทำนิดหน่อยก็วางอำนาจในบ้าน ไม่รู้ว่าตระกูลลู่ของเราทำกรรมอะไรนักหนาถึงได้แต่งเมียซวยนี่เข้าบ้าน วันนี้จะไม่สั่งสอนมันให้หลาบจำ ต้องให้มันเห็นว่าใครเป็นใหญ่” หม่าหลานอิงเดือดดาลจนถึงขีดสุด อีแม่ม่ายนี่ ก้าวเข้าบ้านปุ๊บคนตายตามปั๊บ ต้องจัดการมันเสียให้เข็ด!
เซียวหม่านตงเหลือบดูเวลา นั่งนิ่งบนแคร่เตาไม่ขยับ คณะกรรมการหมู่บ้านคงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะมา เธอจะปะทะกับพวกนั้นเร็วเกินไปไม่ได้ เธอสู้คนในครอบครัวนี้ไม่ไหว
หม่าหลานอิงเคาะอยู่นานก็ไม่มีใครเปิด โกรธจนควันออกหู ด่าก็ยิ่งด่าแรงขึ้น ตอนแรกยังไม่อยากพังประตู กลัวพังแล้วต้องเสียค่าซ่อม
สุดท้ายความโกรธก็ชนะเหตุผล “เซียวหม่านตง แกตายอยู่ในห้องหรือไง? เปิดประตูให้ข้าเดี๋ยวนี้ เจี้ยนกั๋ว ถีบประตูให้พังเลย”
ลู่เจี้ยนกั๋วง้างเท้าจะถีบประตู เซียวหม่านตงก็เปิดประตูออกจนสุด ลู่เจี้ยนกั๋วหักไม่อยู่ เท้าถีบวืด เกิดท่าสแพลทเขียด เป้าร่วงลงนั่งตรงธรณีประตูพอดี
ลู่เจี้ยนกั๋วกุมจุดสำคัญ กัดฟันแน่น เหงื่อเย็นผุดบนหน้าผากทันที ร้องครวญครางอยู่นานกว่าจะเปล่งเสียงออก
“เจี้ยนกั๋ว เป็นไงบ้าง? เร็วไปตามตาแก่ซุน” หม่าหลานอิงเจ็บปวดใจนัก รีบบอกหวังซิ่วเหมยไปตามหมอ!
ตาแก่ซุนเป็นหมอเท้าเปล่าประจำหมู่บ้าน หวังซิ่วเหมยวิ่งพรวดพราดออกไป
ลู่เจี้ยนกั๋วเจ็บจนหน้ามอมด้วยน้ำตาน้ำมูก
ตอนนี้หม่าหลานอิงไม่มีเวลาสนใจเซียวหม่านตง ประคองลู่เจี้ยนกั๋วเข้าบ้าน
ไม่นานหมอเท้าเปล่าก็มา ตรวจในบ้านเสร็จก็บอกว่าไม่น่ามีปัญหาใหญ่ ให้พักรักษาตัวก่อน แล้วค่อยดูว่ายังใช้ได้ดีอยู่ไหม
ส่งหมอเท้าเปล่าไปแล้ว หม่าหลานอิงถึงนึกถึงเซียวหม่านตงขึ้นมา “อีนังแพศยา แกเป็นตัวซวยชัด ๆ ดูสิว่าแกทำอะไรกับเจี้ยนกั๋ว หลังก็พองไปหมดฟองนอนไม่ได้ ตรงนั้นก็เจ็บอีกนอนคว่ำก็ไม่ได้ แกนี่มันอยากฆ่าคนชัด ๆ”
พูดพลางยกมือหวดใส่หน้าเซียวหม่านตง
“หยุด” เสียงผู้ใหญ่ประจำหมู่ดังขึ้น
เซียวหม่านตงโล่งอกไปเฮือกหนึ่ง จังหวะกำลังเหมาะ
หมู่บ้านเขาซานของพวกเขาเป็นหมู่บ้านใหญ่มีสี่พันคน มีคณะกรรมการหมู่บ้านทั้งหมดหกคน ได้แก่ ผู้ใหญ่ประจำหมู่ เสมียน เลขาฯ ประธานกลุ่มสตรี ผู้บังคับกองร้อยทหารอาสา และรองผู้ใหญ่ประจำหมู่ วันนี้มาตรบทุกคน
หม่าหลานอิงรีบลดมือ แม่สามีตบลูกสะใภ้ถึงจะเป็นเรื่องธรรมดาในชนบท แต่ก็ตบกันในบ้านแอบทำโทษ ใครก็ไม่ทำต่อหน้าคนพวกนี้ “ผู้ใหญ่ประจำหมู่...พวกคุณมาได้ไง?”
“เรามาในนามคณะกรรมการเพื่อแสดงความเสียใจ พวกเธอกำลังทำอะไรกัน? เจี้ยนจวินเพิ่งเสีย เงียบ ๆ หน่อยไม่ได้หรือ? พรุ่งนี้สำนักงานใหญ่ก็จะมา หมู่บ้านเราจะประเมิน พวกเธอพรุ่งนี้พูดจาระวังหน่อย” ผู้ใหญ่ประจำหมู่มองเซียวหม่านตง หน้าซีดไม่มีสีเลือด ขาวจนน่าตกใจ ผอมจนหนังหุ้มกระดูก เกาะกรอบประตูดูจะล้มแหล่มิแหล่
“หม่านตงเอ๊ย วันนี้เป็นลมแดดดีขึ้นบ้างไหม? พักอีกหลาย ๆ วันเถอะ แม่สามีก็กลับมาแล้ว ยังมีงานอีก งานในนาก็ไม่ต้องไปแล้ว”
ได้ยินคำของผู้ใหญ่ประจำหมู่ เซียวหม่านตงตาแดงขึ้นทันที นอนมาทั้งบ่าย ไม่มีใครถามเลยสักคำว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ตอนนี้ความหวังเดียวของเธออยู่ที่ผู้ใหญ่ประจำหมู่ เพราะปู่ของเธอเคยช่วยชีวิตแม่ของผู้ใหญ่ประจำหมู่ไว้เมื่อตอนนั้น เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ งานแต่งงานของเธอก็มีคณะกรรมการช่วยจัดการด้วย ตอนนั้นบอกว่าบ้านสกุลลู่มีคนเป็นทหาร และมีประวัติครอบครัวดีจะช่วยปกปิดปัญหาประวัติครอบครัวของเธอได้ คนนอกจะไม่รังแกเธอเรื่องประวัติครอบครัว ที่ไหนได้คนที่รังแกเธอดันเป็นคนตระกูลลู่เสียเอง
เซียวหม่านตงพูดด้วยเสียงสะอื้น “ผู้ใหญ่ประจำหมู่ สามีดิฉันกับพี่สะใภ้แอบเป็นชู้กัน ดิฉันจับได้คาหนังคาเขา ขอท่านช่วยเป็นธุระให้ด้วย”
ผู้ใหญ่ประจำหมู่ตั้งสติอยู่นาน “เธอ...ว่าไงนะ?”
“แกโกหก แกใส่ร้ายฉัน ฉันสู้ตายกับแก” หวังซิ่วเหมยไม่คิดว่าเซียวหม่านตงจะพูดต่อหน้าคนมากขนาดนี้จริง ๆ ยื่นมือจะตะกุยเซียวหม่านตง เซียวหม่านตงก็ผอมแห้งแรงน้อยอยู่แล้ว ซวนเซหลบไปข้างตัว
ผู้ใหญ่ประจำหมู่กันอยู่หน้าเซียวหม่านตง “เมียเจี้ยนจวินจะทำอะไร? พวกเราอยู่ตรงนี้แกยังจะลงมืออีกนะ แกเห็นพวกเราเป็นอะไร?”
หวังซิ่วเหมยทำหน้าใสซื่อน้อยใจมองผู้ใหญ่ประจำหมู่ “ผู้ใหญ่ประจำหมู่ วันนี้ฉันเอาน้ำร้อนมาให้หม่านตง เกือบล้ม เจี้ยนกั๋วก็แค่ประคองฉันนิดหน่อย เธอก็เข้าใจผิดคิดว่าฉันกับเจี้ยนกั๋วมีอะไรกัน สามีฉันเพิ่งเสียสละไป เธอกลับมาใส่ร้ายฉันแบบนี้ ให้ฉันอยู่ยังไง?”
หม่าหลานอิงก็ได้สติจากความตกใจ “อีนังแพศยา แกใส่ร้ายลูกชายข้าแบบนี้ได้ไง ดูแม่จะไม่ฉีกปากแก”
“หยุดหมด วันนี้ข้าดูซิว่าใครจะกล้าลงมือ หม่านตงเธอพูดต่อ” ผู้ใหญ่ประจำหมู่กันเซียวหม่านตงไว้ข้างหลัง
“ฉันไม่อยู่แล้ว ใส่ร้ายฉันด้วยปากเปล่า ๆ ให้ฉันอยู่ได้ไง?” หวังซิ่วเหมยทรุดลงนั่งร้องโหยหวนกับพื้น พยายามขัดจังหวะคำพูดของเซียวหม่านตง
“ต่อให้พี่ร้องไห้จะตาย วันนี้ฉันก็จะพูดทุกอย่างออกมาให้หมด ถ้าวันนี้ฉันไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจ พรุ่งนี้ฉันจะไปที่สำนักงานใหญ่ ไปโรงพัก ไปกรมทหาร ฉันไม่เชื่อว่าจะไม่มีที่ให้ฉันเรียกร้องความเป็นธรรม” เซียวหม่านตงพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว วันนี้เธอต้องใช้โอกาสนี้ตัดขาดจากตระกูลลู่ให้ได้!
หวังซิ่วเหมยได้ยินเซียวหม่านตงพูดแบบนี้ก็ตัดสินใจ พูดว่า “เซียวหม่านตง แกจะพูดอะไรก็พูดด้วยปากเปล่าเรอะ? แกมีหลักฐานอะไร? ไม่มีหลักฐานก็แค่ใส่ร้าย”
เธอกับลู่เจี้ยนกั๋วตกลงกันไว้แล้ว ขอแค่ไม่ยอมรับ ใครก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้ ยังไงก็มีแค่เซียวหม่านตงเห็นคนเดียว แล้วอีกอย่างประวัติครอบครัวเธอก็ไม่ดี ใครจะเชื่อคำพูดของนายทุน
“เซียวหม่านตง แกนี่มันอกตัญญูจริง ๆ ครอบครัวเราอุตส่าห์รับแกไว้ตอนที่ลำบากที่สุด แล้วแกตอบแทนเราอย่างนี้น่ะรึ? แกรู้ไหมว่าคำพูดแบบนี้จะทำลายเจี้ยนกั๋วไปตลอดชีวิต” หม่าหลานอิงยังไงก็ต้องไม่ให้ชื่อเสียงแบบนี้มาติดตัวลูกชาย
ตอนพวกเขากลับจากกรมทหาร ผู้นำกรมบอกว่าถ้าพวกเขามีปัญหาอะไรก็มาหาได้ จะช่วยจัดการให้เต็มที่
สามีนางก็ขอโควต้าเกณฑ์ทหารจากกรมไปตำแหน่งหนึ่ง แม้ผู้นำจะไม่ตอบตกลงทันที บอกว่าต้องผ่านการพิจารณา แต่สามีนางบอกมาแล้ว ว่ากรมก็แค่ทำตามขั้นตอน สุดท้ายยังไงก็ต้องตกลง
ความจริงนางรู้ว่าลูกชายคิดยังไงกับหวังซิ่วเหมย นางก็เห็นว่าถ้าจะให้ลูกชายคนโตมีทายาทสืบสกุล ก็ตั้งใจจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แต่ไม่คิดเลยว่าจะโดนอีนังแพศยานี่รู้เข้า
เซียวหม่านตงมองไปทางหวังซิ่วเหมย “พี่สะใภ้คงจะคิดว่าคบชู้แล้วไม่รับก็ไม่มีอะไรสินะ? พี่คงจะคิดว่าโรงพยาบาลมีไว้ประดับหรือไง? ถ้าตรวจไม่ได้ ตำรวจจะคลี่คลายคดีข่มขืนได้ยังไง?”