รู้แพ้รู้ชนะกันแล้ว ถึงเวลาทำตามสัญญาพนัน
จู่ ๆ อวี๋หนานก็นึกขึ้นได้ว่า เมื่อกี้เขาอวดเบ่งเอาไว้ว่า ถ้าเย่หลิงชนะจะยกตึกให้เธอหนึ่งหลัง “……”
เขาฝืนประคองสีหน้าให้สงบนิ่ง “ได้ ฉันยอมแพ้ แค่เกมเอง ฉันแพ้ได้”
เย่หลิงเตือนด้วยความหวังดี “ไม่ใช่เกม แต่เป็นสัญญาพนันต่างหาก”
สีหน้าอวี๋หนานแข็งค้าง เขาฝืนเปลี่ยนเรื่อง “คุณเย่ไม่ต้องจริงจังขนาดนั้นก็ได้มั้ง ฉันเริ่มหิวนิด ๆ แล้ว หว่านฉิง เธอหิวหรือเปล่า”
จี้ชาง “ประโยคแรกกับประโยคหลังของนายมันเกี่ยวกันตรงไหนไม่ทราบ?”
เย่หลิงสะบัดสัญญาในมือเบา ๆ แล้วถอนใจ “เฮ้อ คุณชายอวี๋สมกับเป็นคนตระกูลใหญ่จริง ๆ ทั้งเจ้าเล่ห์ ปลิ้นปล้อน ไม่ยอมรับผิด ไม่รักษาคำพูด ชอบหาเรื่อง ใส่อารมณ์ เล่นแง่ นิสัยเสียแบบที่คนตระกูลใหญ่ควรมี นายมีครบทุกข้อเลย”
ลู่หมิงเซวียน “……” ทำไมรู้สึกเหมือนเคยได้ยินประโยคนี้จากที่ไหนมาก่อนนะ
ซูหว่านฉิงเม้มปากเบา ๆ แล้วแสร้งทำเป็นพูดจาเห็นอกเห็นใจ “คุณเย่ นี่ก็เป็นแค่เกมเกมหนึ่งเอง ต่อให้อวี๋หนานแพ้ เขาก็ไม่มีทางยกตึกให้คุณจริง ๆ หรอกค่ะ”
【ใช่เลย ฉันนึกว่าคนปกติก็รู้กันทั้งนั้นว่าอวี๋หนานพูดเล่น】
【สัญญาพนันตอนนั้นไม่ยุติธรรมตั้งแต่แรกแล้ว ทำไมเย่หลิงแพ้ต้องทำความสะอาด แต่คุณชายอวี๋แพ้กลับต้องยกตึกให้ แบบนี้ไม่ใช่รังแกกันเหรอ?】
【ฉันว่าแข่งก็พวกคุณอยากแข่ง พนันก็พวกคุณอยากพนัน ตึกก็อวี๋หนานพูดเอง พอแพ้จริง ๆ กลับบอกว่าพูดเล่น? เล่นไม่ไหวก็อย่าเล่น】
เย่หลิงยิ้มอย่างเป็นมิตรสุด ๆ “ฉันขอเตือนว่าอย่ามาหาเรื่องฉันดีกว่า”
“หึ” อวี๋หนานหัวเราะเยาะ ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยเจอใครกล้าวางท่ากร่างใส่ขนาดนี้!
