หลังจากนีเหยียนกับพวกพ้องจากไป ฝางรุ่ยกับทีมก็ประชุมวิเคราะห์คดีกันอย่างง่าย ๆ
“บนกล่องน้ำแข็งไม่มีลายนิ้วมือ จึงพิสูจน์ไม่ได้ว่าหลู่เทียนเคยสัมผัสกล่องใบนั้น บนเรือยอชต์ก็ไม่มีกล้องวงจรปิด ไม่มีทางมีหลักฐานเป็นวิดีโอ...” เสี่ยวจางบ่นพึมพำ “แบบนี้เราก็พิสูจน์ไม่ได้เลยว่าคนวางยาคือหลู่เทียน!”
“หลู่เทียนพายาพิษขึ้นเรือยอชต์ ยังไงก็ต้องมีภาชนะหรือกระดาษห่อยา” มู่เหมี่ยนกล่าว “แต่ตอนนั้นเรือจอดอยู่กลางทะเล หลู่เทียนคงโยนมันทิ้งทะเลไปแล้ว เพื่อให้หลักฐานจมหายไปใต้ก้นสมุทร”
ทุกคนเงียบไป
แม้พวกเขาจะไขวิธีวางยาและอนุมานได้ว่าฆาตกรเป็นใคร แต่กลับหาหลักฐานมาชี้ตัวคนร้ายไม่ได้
ฝางรุ่ยกล่าวว่า “เราลองสืบจากแหล่งที่มาของยาพิษได้ไหม? หลู่เทียนเป็นคนชนบท เขาจะมีช่องทางพิเศษที่ซื้อทาโรชินได้หรือเปล่า?”
เสี่ยวจางตาเป็นประกาย “มีเหตุผล!”
หลังประชุมจบ เดิมทีฝางรุ่ยตั้งใจจะไปบ้านเกิดในชนบทของหลู่เทียนกับเสี่ยวจาง แต่มู่เหมี่ยนกลับเอ่ยขึ้นก่อนว่า “ฉันไปกับคุณได้ไหม? ฉันพอรู้เรื่องยาพิษอยู่บ้าง”
“ได้”
บ้านเกิดของหลู่เทียนอยู่ไกลมาก พวกเขาขับรถเกือบสี่ชั่วโมงกว่าจะถึงทางเข้าหมู่บ้าน
คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ แทบไม่เห็นคนหนุ่มสาว ฝางรุ่ยซื้อบุหรี่หนึ่งซองกับน้ำหนึ่งขวดจากร้านชำตรงปากหมู่บ้าน แล้วชวนเจ้าของร้านคุยเล่น
“เถ้าแก่ ได้ยินว่าหมู่บ้านคุณมีอินฟลูเอนเซอร์คนหนึ่ง คุณรู้จักไหม?”
“อินฟลูเอนเซอร์? ที่แบบนี้จะมีอินฟลูเอนเซอร์ได้ยังไง?” จู่ ๆ เจ้าของร้านก็ตบหน้าผาก “จริงด้วยสิ! มีอยู่คนหนึ่ง เป็นลูกสาวบ้านหลู่ ได้ยินว่าปีหนึ่งหาเงินได้เยอะเชียว แต่ไอ้วิธีหาเงินนี่ออกจะล่อแหลมไปหน่อย!”
