“ฝางรุ่ย ฉันว่านายมีพรสวรรค์ด้านอาชญากรรมนะ! แต่ว่า...” มู่เหมี่ยนแย้ง “เราไม่พบส่วนประกอบของยาปลุกเซ็กซ์ชนิดนั้นในร่างของหลินเชียนเจี๋ย ความเป็นไปได้นี้ตัดทิ้งได้”
ฝางรุ่ยคิดว่าโอกาสที่เฉินตงงงจะเป็นคนวางยานั้นมีไม่มาก เขาสนิทกับหลินเชียนเจี๋ย ถ้าคิดจะวางยาจริง ๆ ก็เลือกช่วงที่ตัวเองไม่อยู่ ปล่อยให้หลินเชียนเจี๋ยตายเพราะพิษได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น หวังเสี่ยวหยายังเป็นแฟนสาวของเขา หากเขาต้องการฆ่าแค่หลินเชียนเจี๋ย ก็สามารถห้ามหวังเสี่ยวหยาไม่ให้ดื่มเหล้าพิษได้
ถ้าเป็นอย่างนั้น สวี่ฉินก็มีพิรุธมาก
ฝางรุ่ยมุ่งสืบสวนสวี่ฉินเป็นพิเศษ
“หัวหน้า สวี่ฉินคนนี้เรียนมัธยมปลายโรงเรียนเดียวกับเสิ่นหยวนหยวนด้วยครับ” เสี่ยวจางถือรูปถ่ายใบหนึ่งพลางพูด “นี่เป็นรูปถ่ายจบการศึกษาของพวกเธอ ทั้งสามปีเรียนห้องเดียวกัน จากรูปดูเหมือนทั้งคู่จะสนิทกันดีครับ”
ในภาพมีเด็กสาวสามคน พวกเธอยิ้มอย่างมีความสุข
เด็กสาวคนที่สามในรูปชื่อเสิ่นเหม่ยหลิน หลังเรียนจบมัธยมปลาย เธอไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่ทำงานอยู่ในเมืองเจียงโจว จึงยังติดต่อกับเสิ่นหยวนหยวนมาตลอด ก่อนหน้านี้ตอนเสิ่นหยวนหยวนฟ้องคดี เธอก็คอยอยู่เคียงข้างเสมอ
เสิ่นเหม่ยหลินทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารแห่งหนึ่ง
“เฮ้อ ตอนนั้นฉันน่าจะอยู่ข้างหยวนหยวนให้มากกว่านี้” เสิ่นเหม่ยหลินถอนหายใจ “หลังแพ้คดี หยวนหยวนก็ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ารุนแรง ตอนนั้นฉันกับอัยการนี ซึ่งรับผิดชอบคดีของหยวนหยวน คอยอยู่เป็นเพื่อนเธอหลายวัน ต่อมาหยวนหยวนก็ค่อย ๆ ทำใจได้ แถมยังหางานทำได้ด้วย พวกเราคิดว่าอาการของเธอหายแล้ว และเธอกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่ ใครจะคิดว่าเธอจะกระโดดตึกฆ่าตัวตายกะทันหัน!”
ฝางรุ่ยหยิบรูปถ่ายใบนั้นออกมาแล้วถามว่า “แล้วสวี่ฉินล่ะ หลังเสิ่นหยวนหยวนฆ่าตัวตาย เธอมีปฏิกิริยาอย่างไร?”
