หิมะแรกของเมืองหลวงปีนี้มาเร็วกว่าปีก่อน ๆ เล็กน้อย
จ้าวจิงอวี๋ออกมาจากอาคารกั๋วเม่าเฟสสาม ท้องฟ้าก็มืดลงแล้ว
เกล็ดหิมะโปรยปรายลงบนบ่าของเสื้อโค้ตแคชเมียร์สีอูฐ เธอไม่ได้รีบขึ้นรถ แต่ยืนอยู่ใต้ชายคา เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองเกล็ดหิมะสีขาวนวลที่กระจัดกระจายถักทอเป็นม่านหมอกสีเทา ปกคลุมแสงนีออนสองข้างถนนฉางอานจนพร่าเลือน
โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นสามครั้ง
เธอก้มมอง เป็นข้อความจากหลินหว่านถังในวีแชต ส่งมารัว ๆ หลายข้อความ ทุกข้อความมีเครื่องหมายตกใจ——
「บ้าเอ๊ย ๆ จ้าวจิงอวี๋ เธอเดาสิว่าฉันเห็นใคร!!!」
「ฉินเย่กับเฝิงหลาน!!! อยู่ที่ร้านฟู่โหลว!! ตอนนี้เลย!!!」
「มือเฝิงหลานแทบจะพาดแขนเขาอยู่แล้ว นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?? พวกเธอไม่ได้หมั้นหมายกันแล้วเหรอ???」
ข้อความสุดท้ายเป็นรูปถ่ายที่ถ่ายผ่านกระจกของร้านอาหาร แม้ภาพจะไม่ค่อยชัด แต่ยังมองเห็นชายหญิงคู่หนึ่งนั่งอยู่ตรงโต๊ะริมหน้าต่าง
ใบหน้าด้านข้างของผู้ชายดูเย็นชา เขาสวมสูทเรียบร้อย เป็นฉินเย่ไม่ผิดแน่
ผู้หญิงฝั่งตรงข้ามมีผมหยักศกเป็นลอนใหญ่ เธอโน้มตัวไปข้างหน้า ยิ้มอย่างเจิดจ้าและเปิดเผย
จ้าวจิงอวี๋มองอยู่สองวินาที ก่อนล็อกหน้าจอโทรศัพท์
หิมะเกาะอยู่บนขนตา เย็นชื้นเล็กน้อย เธอยกมือปัดออกอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วแดงระเรื่อจากความหนาว
ที่จริงก็ไม่มีอะไรให้แปลกใจ
ถ้าจะพูดให้ไพเราะ ฉินเย่เป็นคนสุขุมและวางตัวดี แต่ถ้าพูดให้ตรงก็คือเย็นชาไร้หัวใจ
ในงานเลี้ยงที่สองตระกูลนัดพบกันเพื่อพูดคุยเรื่องหมั้นหมาย เขาพูดกับเธอเพียงสามประโยคตลอดงาน หนึ่งในนั้นคือ “คุณหนูจ้าว ตามสบายครับ”
คนอย่างเขา หากมีอะไรกับเฝิงหลานจริง ๆ ก็ไม่ถึงกับเรียกว่าทรยศ อย่างไรเสีย ระหว่างพวกเขาก็ไม่เคยมีความผูกพันอะไรต่อกัน
แค่รู้สึกว่ามันช่างเหลวไหลอยู่บ้างเท่านั้น
เธอเปิดประตูรถแล้วนั่งเข้าไป คนขับถามว่า “คุณหนูใหญ่ กลับบ้านเก่าเลยไหมครับ?”
“ค่ะ”
รถค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปบนถนนวงแหวนรอบสอง หิมะตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ แสงไฟถนนแผ่เป็นวงอยู่ในม่านหิมะ วงแล้ววงเล่า คล้ายหมึกจางที่ซึมกระจายบนกระดาษเซวียน
จ้าวจิงอวี๋เอนหลังพิงเบาะ หลับตาลง ในหัวกลับยังทบทวนเงื่อนไขของสัญญาควบรวมกิจการที่อ่านเมื่อช่วงบ่าย
กระแสเงินสดของตระกูลจ้าวเริ่มฝืดเคืองมาตั้งแต่ไตรมาสสาม ช่วงนี้บิดาผอมลงไปไม่น้อย สัปดาห์ก่อนตอนกลับบ้าน เธอแวบเห็นเขาสูบบุหรี่อยู่ในห้องหนังสือ ก้นบุหรี่ในที่เขี่ยพูนสูงราวกับกองภูเขาเล็ก ๆ
ที่จริงเธอรู้ทุกอย่าง
เพียงแต่ไม่มีใครบอกเธอ
รถเลี้ยวเข้าไปในตรอก แล้วจอดนิ่งหน้าประตูสีชาด
จ้าวจิงอวี๋เปิดประตูรถ ก้าวลงบนหิมะบาง ๆ เสียงหิมะยุบดังกรอบแกรบเบา ๆ ใต้ฝ่าเท้า
บ้านเก่าแห่งนี้ดัดแปลงมาจากจวนของเป้ยจื่อในยุคราชวงศ์ชิงตอนต้น ต่อเติมอาคารเพิ่มอีกหลัง มีลานต่อเนื่องกันสามชั้นและระเบียงคด ภายในลานมีต้นไห่ถังซีฝู่เก่าแก่สองต้น ตอนนี้เหลือเพียงกิ่งก้านโล่งเปล่า ปกคลุมด้วยหิมะบาง ๆ กลับชวนให้นึกถึงลายพู่กันของปาต้าซานเหรินอยู่หลายส่วน
เธอเดินผ่านประตูดอกไม้แขวน อ้อมฉากบังตาเข้าไป ไฟในห้องโถงใหญ่เปิดอยู่ แต่ไม่มีใคร
ปกติเวลานี้คุณปู่น่าจะนั่งฟังงิ้วเล่าเรื่องอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ ส่วนบิดาก็นั่งดื่มชาเป็นเพื่อนอยู่ข้าง ๆ
วันนี้ในโถงใหญ่เปิดไฟผนังไว้เพียงสองดวง แสงสลัวทึม เฟอร์นิเจอร์ไม้แดงกลืนหายไปในเงามืด เงียบผิดปกติ
จ้าวจิงอวี๋ยืนอยู่ตรงปากบันไดครู่หนึ่ง
ชั้นสองมีเสียงคนดังแว่วลงมาเบา ๆ แต่บ้านเก่าเก็บเสียงได้ไม่ดีนัก เธอฟังออกว่าเป็นเสียงของบิดา แฝงความร้อนรนที่พบได้ยาก
“……แทบจะแน่นอนแล้วว่าจะต้องลงจากตำแหน่งไปอยู่เบื้องหลัง พอเปิดประชุมสองสภาเดือนมีนาคมปีหน้า ฝั่งตาเฒ่าเฝิงก็จะรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ พ่อ ตลอด 20 ปีมานี้ที่ตระกูลจ้าวของเราไปได้สวยในเมืองหลวง เพราะอะไรกัน?
เพราะพ่อนั่งอยู่ในตำแหน่ง! ตอนนี้ตระกูลเฝิงขึ้นมาแล้ว ท่าทีของตระกูลฉินก็คลุมเครือ……”
เสียงไออย่างหนักดังขึ้นขัดจังหวะเขา
เป็นคุณปู่
นิ้วมือของจ้าวจิงอวี๋กำสายกระเป๋าแน่นโดยไม่รู้ตัว
“จะลนลานไปทำไม” เสียงคุณปู่แหบกว่าปกติเล็กน้อย แต่ยังคงมีอำนาจน่าเกรงขาม “ฉันยังไม่ตายเสียหน่อย”
“พ่อ ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น……”
“จ้าวเหวินเฟิง” ชายชราเรียกเขา ก่อนจะเว้นช่วงไปครู่หนึ่ง “เรื่องธุรกิจเสียหายไปเท่าไรกันแน่?”
บิดาเงียบไปหลายวินาที
“ที่ดินแถบหัวตง เดิมทีเจรจากันได้เกือบเรียบร้อยแล้ว แต่ตระกูลเฝิงเข้ามาสอด แย่งไปเสียก่อน แล้วยังมีหุ้นของธนาคารพาณิชย์ในเมือง พวกเขาก็กำลังเก็บกว้านซื้อ ผมสงสัยว่า……”
“สงสัยอะไร?”
“สงสัยว่าพวกเขาจะตัดทางทำมาหากินของเรา”
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง
จากนั้นคุณปู่ก็ถอนหายใจเบา ๆ คล้ายลมหายใจติดขัด ขึ้นก็ไม่สุด ลงก็ไม่สุด
“พอเถอะ” ชายชราพูด “เรื่องพวกนี้อย่าไปบอกเสี่ยวอวี๋”
จ้าวจิงอวี๋ยืนนิ่งอยู่ตรงมุมบันได แผ่นหลังแนบผนังเย็นเฉียบ
“เธอเป็นผู้หญิง รู้ไปแล้วจะทำอะไรได้? มีแต่จะต้องมาคอยกังวลไปด้วยเปล่า ๆ”
คุณปู่ไออีกสองครั้ง “ฉันจะเกษียณก็เกษียณไป ร่างแก่ ๆ นี้ก็ถึงเวลาพักแล้ว ต่อจากนี้แกต้องพาเส้นทางของตระกูลจ้าวให้มั่นคง”
บิดาขานรับเสียงอู้อี้
จ้าวจิงอวี๋ดึงสติกลับมา ตั้งใจลงน้ำหนักฝีเท้าให้ดังขึ้น บันไดไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด
เธอเดินไปหยุดหน้าห้องคุณปู่ ยกมือเคาะสามครั้ง น้ำเสียงใสกังวาน “คุณปู่คะ พักผ่อนอยู่หรือเปล่าคะ?”
ประตูเปิดจากด้านใน
จ้าวเหวินเฟิงยืนอยู่ตรงประตู สีหน้ากลับมายิ้มแย้มแล้ว ทว่ารอยย่นหางตาลึกขึ้นกว่าตอนเดือนก่อนอยู่บ้าง “เสี่ยวอวีกลับมาแล้วเหรอ? ข้างนอกหิมะตกหนักไหม?”
จ้าวจิงอวี๋ยิ้มหวาน ดวงตาโค้งหยี ดูไร้เดียงสาอย่างพอดิบพอดี “หนักมากเลยค่ะ เสื้อขนเป็ดของหนูมีเกล็ดหิมะเต็มไปหมด ว่าแต่คุณพ่อคะ หนูซื้อขนมจิงปาเจี้ยนจากร้านต่าวเซียงชุนมาฝากคุณปู่ด้วย มีขนมเปี๊ยะไส้พุทราออกใหม่ คุณปู่เคยบอกว่าอยากกินค่ะ”
ระหว่างพูด เธอก็ชะโงกหน้าเข้าไปในห้อง ดวงตาเป็นประกาย “คุณปู่……”
จ้าวกว่อนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จื่อถานทรงกลม ตรงหน้ามีเอกสารวางแผ่อยู่ แว่นสายตายาวพาดอยู่บนสันจมูก
เห็นเธอเข้ามา เขาก็ถอดแว่น ยิ้มจนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยย่น “มีแต่เสี่ยวอวี๋ของเรานี่แหละที่รักปู่ เหวินเฟิง แกดูสิ ลูกสาวแกยังดีกว่าแกตั้งเยอะ”
จ้าวจิงอวี๋เดินเข้าไป วางกล่องขนมลงบนโต๊ะ แล้วนั่งยอง ๆ จับมือคุณปู่ไว้
มือของชายชราผอมแห้ง ผิวหนังหย่อนคล้อยคลุมกระดูก แต่ฝ่ามือยังอุ่นอยู่
เธอเงยหน้าขึ้นยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้วค่ะ หนูหาเงินก็เพื่อให้คุณปู่ใช้ไงคะ”
จ้าวกว่อตบหลังมือเธอเบา ๆ สายตาหยุดอยู่บนใบหน้าเธอครู่หนึ่ง ราวกับกำลังยืนยันอะไรบางอย่าง
จากนั้นเขาก็เบนสายตาไป พูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “พอแล้ว ๆ ดึกมากแล้ว กลับห้องไปพักเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องไปทำงาน”
“ค่ะ” จ้าวจิงอวี๋ลุกขึ้น เดินไปถึงประตูแล้วหันกลับมา “คุณปู่เข้านอนเร็ว ๆ นะคะ”
“รู้แล้ว ๆ”
เธอปิดประตู รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางลงทีละน้อย
ในทางเดินเปิดเพียงไฟส่องพื้น แสงสลัวเป็นสีเหลืองหม่น
เธอหยุดอยู่หน้าห้องคุณปู่ครู่หนึ่ง ได้ยินเสียงบิดาพูดเบา ๆ จากข้างในว่า “พ่อดูเธอสิ…เหมือนจะรู้แล้วหรือเปล่า?”
คุณปู่ไม่ได้ตอบ
จ้าวจิงอวี๋กลับไปที่ห้องตัวเอง ปิดประตูจากด้านใน แล้วพิงบานประตู หลับตาลงครู่หนึ่ง
ห้องของเธออยู่ทางฝั่งตะวันออกของชั้นสอง เป็นห้องที่ได้รับแสงดีที่สุดในบ้านทั้งหลัง
หน้าต่างลายฉลุสมัยราชวงศ์ชิง โต๊ะหนังสือไม้จื่อถาน และภาพวาดไผ่ด้วยหมึกที่เธอวาดตอนอายุ 15 แขวนอยู่บนผนัง ฝีมือยังไม่ถึงขั้น แต่คุณปู่ไม่เคยยอมให้ใครเอาลง
กิ่งไห่ถังนอกหน้าต่างยื่นมาถึงตรงหน้า บัดนี้หิมะปกคลุมเต็มกิ่ง ดูราวกับออกดอกขาวโพลนทั้งต้น
เธอถอดเสื้อโค้ตแขวนให้เรียบร้อย แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะ โทรศัพท์สว่างขึ้นแล้วก็ดับ ดับแล้วก็สว่างขึ้นอีก
หลินหว่านถังส่งข้อความมาอีกสิบกว่าข้อความ
ตั้งแต่ “ตอบฉันหน่อยสิ” ไปจนถึง “จ้าวจิงอวี๋ เธอจะเมินฉันอีกแล้วใช่ไหม”
ข้อความสุดท้ายส่งมาเมื่อสามนาทีก่อน “เอาเถอะ ฉันรู้ว่าเธอไม่สนใจ
แต่เรื่องคุณปู่ของเธอ…เธอรู้แก่ใจไว้ก็พอ”
จ้าวจิงอวี๋ไม่ได้ตอบ
เธอเปิดรายชื่อผู้ติดต่อในวีแชต ปลายนิ้วค้างอยู่บนหน้าจอเนิ่นนาน
รูปโปรไฟล์ของฉินเย่เป็นภาพทิวทัศน์ น่าจะเป็นภูเขาหิมะสักแห่งในสวิตเซอร์แลนด์ ยอดเขาสีเทาขาวตัดกับท้องฟ้าสีเทาตะกั่ว
เย็นชาไร้ไออุ่นเหมือนตัวเขาไม่มีผิด
เรื่องหมั้นหมายของทั้งสองตระกูลตกลงกันไว้ตั้งแต่ฤดูหนาวปีก่อน
ตอนนั้นสุขภาพของคุณปู่ยังแข็งแรง สถานการณ์ของตระกูลจ้าวก็ยังมั่นคง ตระกูลฉินเป็นฝ่ายเสนอขึ้นมาเอง บอกว่าลูกทั้งสองอายุไล่เลี่ยกันและฐานะเหมาะสมกัน
จ้าวจิงอวี๋ไม่ได้คัดค้านอะไร เธอรู้มาตั้งแต่เด็กว่าการแต่งงานของตัวเองไม่มีทางเป็นเรื่องของเธอเพียงคนเดียว
เธอเคยพบฉินเย่สามครั้ง ครั้งแรกในงานเลี้ยงของตระกูลฉิน เขาช่วยรับแก้วเหล้าแทนเธอ ท่าทางเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ประจบเอาใจ เพียงแค่มีมารยาทดี
ครั้งที่สองที่หอศิลป์ ครั้งที่สามในงานหมั้น เขาพูดว่า “คุณหนูจ้าว ต่อไปขอฝากตัวด้วยครับ” น้ำเสียงราบเรียบเหมือนกำลังอ่านบทพูด
ที่จริงเธอคิดว่าเขาก็ใช้ได้ อย่างน้อยก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจ
สมัยนี้หาคู่แต่งงานที่ไม่รู้สึกรังเกียจได้สักคนก็นับว่าโชคดีแล้ว
แต่ตอนนี้เธอจ้องกล่องข้อความนั้น กลับเริ่มไม่แน่ใจขึ้นมา
ตระกูลจ้าวกำลังจะถอย ตระกูลเฝิงกำลังจะขึ้นมา ท่าทีของตระกูลฉินก็คลุมเครือ
ฉินเย่ไปกินข้าวกับเฝิงหลานในช่วงเวลาแบบนี้…บังเอิญ หรือจงใจกันแน่?
เธอนึกถึงประโยคสุดท้ายที่ฉินเย่พูดตอนเจอกันครั้งก่อน เขาบอกว่า “คุณหนูจ้าว คุณเป็นคนฉลาด น่าจะเข้าใจว่าการแต่งงานในแวดวงของเรา บางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องของคนสองคนเท่านั้น”
ตอนนั้นเธอไม่ได้ตอบอะไร
พอมาคิดตอนนี้ นั่นอาจเป็นคำบอกใบ้บางอย่าง
จ้าวจิงอวี๋เม้มริมฝีปาก ในที่สุดปลายนิ้วก็แตะลงบนหน้าจอ พิมพ์ข้อความสองสามคำส่งไป——
「หลับหรือยังคะ? พรุ่งนี้เราพบกันสักครั้งได้ไหมคะ?」
หลังส่งข้อความ เธอจ้องหน้าจออยู่สองวินาที ก่อนคว่ำโทรศัพท์ลงบนโต๊ะแล้วลุกไปดึงม่าน
หิมะยังคงตกหนาแน่น โคมไฟถนนในตรอกส่องหิมะให้กลายเป็นสีส้มอุ่น รถบนถนนวงแหวนรอบสองที่อยู่ไกลออกไปเป็นดั่งสร้อยไข่มุกเคลื่อนไหว แสงสีแดงสลับขาวค่อย ๆ พร่าเลือนในคืนหิมะ
เธอยืนอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกหนาวขึ้นมาจึงนึกได้ว่าลืมใส่ถุงเท้าเสียสนิท
……
ฉินเย่กำลังเอนกายอยู่บนโซฟาในห้องส่วนตัว แก้ววิสกี้ในมือมีไอน้ำบาง ๆ เกาะอยู่รอบแก้ว
ขวดเหล้ากองระเกะระกะอยู่บนโต๊ะ เพื่อนอีกหลายคนกำลังเล่นทายมือ ส่งเสียงเอะอะอึกทึก
เขาไม่สนใจจะร่วมวงนัก เปลือกตาหรี่ลงครึ่งหนึ่ง ในหัวกำลังทบทวนแผนประมูลที่ดินของวันนี้
ฝั่งตระกูลเฝิงกดราคาไว้แน่น ราคาที่เสนอสูงกว่าของตระกูลฉินไม่ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ พอดีเป๊ะราวกับมีใครเอาข้อมูลไปบอกพวกเขา
เขากำลังคิดอยู่ โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นมา
เสียงเตือนเฉพาะ
เขาลืมตา ล้วงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋าเสื้อสูท บนหน้าจอมีข้อความวีแชตเด้งขึ้นมา——
จ้าวจิงอวี๋: 「หลับหรือยังคะ? พรุ่งนี้เราพบกันสักครั้งได้ไหมคะ?」
ฉินเย่จ้องข้อความนั้น ปลายนิ้วลูบขอบหน้าจอเบา ๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่จ้าวจิงอวี๋ติดต่อเขาก่อน
ตั้งแต่หมั้นกันจนถึงตอนนี้ จำนวนข้อความที่เธอส่งหาเขานับด้วยมือข้างเดียวก็พอ แต่ละครั้งไม่เกิน 5 คำ ส่วนใหญ่เป็น “อืม” “ทราบแล้ว” “ไม่ต้องค่ะ”
ที่จริงเขารู้ว่าเธอเป็นคนอย่างไร คุณปู่ตระกูลจ้าวเลี้ยงดูเธอเหมือนเด็กผู้ชายมาตั้งแต่เล็ก เธอจึงมีความหยิ่งทะนงฝังอยู่ในกระดูก
เขาชื่นชมความหยิ่งทะนงแบบนั้น แต่ก็แค่นั้น
เพียงแต่ตอนนี้……
“พี่เย่ ดูอะไรอยู่?” ชายที่สวมเสื้อลายดอกข้าง ๆ ขยับเข้ามา เหลือบมองหน้าจอเขา
แล้วก็เบิกตากว้างทันที “บ้าเอ๊ย คุณหนูใหญ่จ้าว?! เธอนัดพี่ก่อนเหรอ?? พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือไง?”
เพื่อนหลายคนในห้องหันขวับมาพร้อมกัน
ฉินเย่ดับหน้าจอโทรศัพท์อย่างไม่แสดงอารมณ์ พูดเรียบ ๆ ว่า “ถ้าว่างนักก็ไปช่วยฉันพิมพ์ร่างข้อมูลของตระกูลเฝิงออกมา”
“อย่าเพิ่งสิพี่เย่ เล่าให้ฟังหน่อย” อีกคนที่ย้อมผมสีแดงเข้ามาใกล้ ยิ้มทะเล้น
“ใคร ๆ ก็รู้ว่าคุณชายใหญ่ฉินชอบคุณหนูใหญ่จ้าว ตั้งแต่เจอกันในงานเลี้ยงปีที่แล้วก็เฝ้าคิดถึงไม่ลืม แต่เธอเย็นชาเกินไป เป็นดอกไม้บนยอดเขาสูงเด็ดลงมายาก
ตอนนี้เธอเป็นฝ่ายมาหาพี่เอง แปลว่าอะไร? ก็แปลว่ายังมีโอกาสไง!”
“แกรู้หรือไงว่าดอกไม้บนยอดเขาสูงเป็นยังไง?” ชายเสื้อลายดอกแค่นหัวเราะ “มันมีหนาม โดนตำเอาได้ อีกอย่าง……”
เขาลดเสียงลง โน้มตัวเข้าไปใกล้ทางฉินเย่ “ตอนนี้ใครจะไม่รู้สถานการณ์ของตระกูลจ้าว? คุณปู่กำลังจะเกษียณ ตระกูลเฝิงกดดันไม่หยุด ธุรกิจฝั่งจ้าวเหวินเฟิงก็มีปัญหา
คุณหนูใหญ่จ้าวมาหาพี่ในเวลาแบบนี้…พี่เย่ คิดให้ดีล่ะ”
เขาไม่ได้พูดให้ชัด แต่คนที่อยู่ตรงนั้นล้วนฉลาด ไม่มีใครไม่เข้าใจความหมาย
ฉินเย่ไม่ตอบ เขาเปิดโทรศัพท์อีกครั้ง จ้องข้อความนั้นอยู่หลายสิบวินาที
รูปโปรไฟล์วีแชตของจ้าวจิงอวี๋เป็นภาพภูเขาสายน้ำหมึกจีน ให้ความรู้สึกลึกล้ำไกลโพ้น
เหมือนตัวเธอไม่มีผิด ดูเหมือนใกล้ แต่แท้จริงอยู่ห่างไกล
เขานึกถึงฤดูใบไม้ร่วงปีก่อน ตอนอยู่ในห้องหนังสือของคุณปู่ตระกูลจ้าว ชายชราตบไหล่เขาแล้วพูดว่า “เสี่ยวฉิน ต่อไปฝากเสี่ยวอวี๋ไว้กับเธอด้วยนะ” น้ำเสียงนั้นทั้งเหมือนฝากฝังและหยั่งเชิง
ตอนนั้นเขาพยักหน้า
จ้าวจิงอวี๋ยืนอยู่ริมหน้าต่าง สวมกี่เพ้าสีเขียวหมึก รูปร่างอรชร ใบหน้าด้านข้างเลือนอยู่ในแสงย้อน เห็นเพียงลำคอขาวผ่องราวหิมะ คล้ายหญิงงามในภาพวาดเส้นประณีต
เขาชอบเธอจริง ๆ
แต่ถึงจะชอบ ตระกูลฉินก็ไม่ใช่ของเขาคนเดียว
เขาก้มตาลง พิมพ์ข้อความสองสามคำบนหน้าจอ แล้วส่งออกไป
「พรุ่งนี้ผมอยู่ที่โรงแรมอวี้ถิง」
ส่งเสร็จแล้วเขาจ้องกล่องข้อความอยู่ครู่หนึ่ง เห็นอีกฝ่ายตอบกลับมาทันทีว่า 「ทราบแล้วค่ะ」
เขาพิมพ์ว่า 「อืม ๆ」 แล้วรู้สึกว่าจงใจเกินไป จึงลบทิ้ง
เปลี่ยนเป็น 「อืม」 ก็รู้สึกเย็นชาเกินไป สุดท้ายจึงลบข้อความในช่องพิมพ์จนหมด แล้วล็อกหน้าจอ
เขาวางโทรศัพท์ไว้ข้าง ๆ เงยหน้ากระดกเหล้าอึกหนึ่ง
คนข้าง ๆ ยังคงส่งเสียงอึกทึก แต่เขาไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น ได้แต่จ้องโคมระย้าคริสตัลบนเพดาน แสงไฟแตกกระจายเป็นชิ้น ๆ ส่ายไหวจนแสบตา
ตอนจ้าวจิงอวี๋ได้รับข้อความ “พรุ่งนี้ผมอยู่ที่โรงแรมอวี้ถิง” เธอกำลังนั่งแกะผมอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง
เธอมองสถานที่นั้นแล้วไม่ได้แปลกใจ โรงแรมอวี้ถิงแห่งนั้นอยู่แถวถนนวงแหวนรอบสามฝั่งตะวันออก เป็นกิจการของตระกูลฉิน ทุกครั้งที่เขานัดเธอคุยธุระก็มักนัดที่นั่น
เธอมองกล่องข้อความอีกครั้ง ด้านบนขึ้นว่า “อีกฝ่ายกำลังพิมพ์……” อยู่นานเกือบครึ่งนาที แต่สุดท้ายก็ไม่มีข้อความส่งมา
เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย
ช่างเถอะ
เธอวางโทรศัพท์ไว้ข้างเตียง ลุกขึ้นไปปิดไฟ
ห้องมืดลง เหลือเพียงแสงหิมะจากนอกหน้าต่างลอดเข้ามา ปูเป็นสีขาวบาง ๆ บนพื้น
เธอล้มตัวลงใต้ผ้าห่ม ผ้าห่มไหมเบานุ่มราวกับปุยเมฆ แต่ยามนี้แนบอยู่บนร่างกลับรู้สึกเย็นอยู่บ้าง
เธอนึกถึงคืนหิมะตกเช่นนี้ตอนอายุ 7 ขวบ คุณปู่อุ้มเธอนั่งอยู่ใต้ระเบียง มองหิมะด้วยกัน แล้วพูดว่า “เสี่ยวอวี๋ ลูกสาวตระกูลจ้าวของเราต้องสะอาดบริสุทธิ์เหมือนหิมะ แต่ก็ต้องมีน้ำหนักพอ ตกถึงพื้นแล้วกดฝุ่นให้แน่นได้”
ตอนนั้นเธอฟังไม่เข้าใจ คิดเพียงว่าหิมะสวยดี ตกลงบนฝ่ามือเย็นชื้น แล้วก็ละลายอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้เธอเข้าใจแล้ว
คุณปู่กำลังจะเกษียณ ตระกูลจ้าวกำลังจะตกต่ำ
ส่วนฉินเย่…จะพึ่งพาได้หรือไม่ ยังพูดยาก
เธอหลับตาลง จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าบ่าหนักอึ้ง ราวกับมีหิมะทับอยู่ชั้นหนึ่ง หรือไม่ก็มีภูเขาทั้งลูกกดทับลงมา
พรุ่งนี้ยังต้องไปพบฉินเย่
เขาไม่ได้บอกว่ากี่โมง
ไปเช้าหน่อยแล้วกัน
เธอพลิกตัว ซุกใบหน้าลงกับหมอน
หิมะนอกหน้าต่างยังคงตกโปรยปราย ราวกับต้องการปกคลุมเมืองหลวงทั้งเมืองให้กลายเป็นสีขาว
ส่วนในห้องส่วนตัวแห่งหนึ่งทางตะวันออกของเมือง ฉินเย่ไม่ได้ตอบข้อความนั้นในท้ายที่สุด
เขาเพียงพลิกโทรศัพท์คว่ำลงบนโต๊ะ ฟังเสียงเพื่อน ๆ ส่งเสียงอึกทึกต่อไป ส่วนตัวเองดื่มเหล้าทีละแก้วจนความเมามายเริ่มเข้าครอบงำ ภาพใบหน้าเย็นชาผุดขึ้นตรงหน้า คิ้วตางามราวภาพวาด รอยยิ้มจางห่าง
เขาหลับตาลง
หิมะโปรยลงมาไร้เสียง
