โจวมู่หยุนลองชั่งขวานในมือ น้ำหนักกำลังพอดีมือ เขาตอบกลับด้วยแววตามุ่งมั่นว่า “พี่ต้าจ้วงไม่ต้องห่วง วิชาที่เรียนรู้จนขึ้นใจแล้วจะลืมกันง่าย ๆ ได้ยังไง ต่อไปผมจะปักหลักใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้าน ก็ต้องอาศัยฝีมือนี้หาเลี้ยงตัวอยู่แล้ว ขั้นตอนต่าง ๆ ผมจำได้หมดครับ”
“ดีมาก! งั้นก็ไม่ต้องโอ้เอ้แล้ว เริ่มงานกันเลย!” เฉินต้าจ้วงชมขึ้นมาคำหนึ่ง จากนั้นทั้งคู่ก็ช่วยกันเลือกต้นไม้ในป่าอย่างละเอียด ไม่นานก็พบต้นสนผลัดใบที่ลำต้นตั้งตรง เส้นผ่านศูนย์กลางถึง 35 เซนติเมตร เนื้อไม้แน่น เป็นไม้ชั้นดี
“เอาต้นนี้แหละ!” เฉินต้าจ้วงชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่ “เรากำหนดทิศทางให้ล้มก่อน จะโค่นไปทางลานโล่งด้านตะวันออก อย่าให้ล้มทับต้นอื่น แล้วก็ระวังร่องหิมะใต้เท้าด้วย”
โจวมู่หยุนพยักหน้ารับ ทำตามขั้นตอนมาตรฐาน โดยเริ่มจากจับขวานให้มั่น แล้วฟันรอยบากเอียง ๆ ตรงโคนลำต้นด้านที่หันไปทางตะวันออกอย่างแม่นยำ ท่าทางของเขามั่นคงและถูกต้อง แขนออกแรงสม่ำเสมอ ขวานฟันลงไปทีเดียว เศษไม้ก็กระเด็นกระจาย ความลึกและมุมของรอยบากพอดีเป๊ะ เป็นระเบียบยิ่งกว่าพนักงานเก่าที่ทำงานมาหลายปีเสียอีก
เฉินต้าจ้วงยืนมองอยู่ข้าง ๆ ในใจก็เริ่มประหลาดใจขึ้นมา จากนั้นทั้งคู่ก็หยิบเลื่อยตัดไม้แบบใช้สองคนมายืนประจันหน้ากัน ช่วยกันออกแรงผลักกับดึง จังหวะฟันเลื่อยกินเนื้อไม้ดังชัดเจนต่อเนื่อง เดิมทีเฉินต้าจ้วงคิดว่าโจวมู่หยุนยังอายุน้อย จึงตั้งใจจะออกแรงให้มากหน่อย แต่พอเริ่มลงมือจริงกลับพบว่าแรงของโจวมู่หยุนมั่นคงอย่างน่าทึ่ง จังหวะชักเลื่อยไม่รวนเลยสักนิด ทุกครั้งออกแรงได้พอดิบพอดี ไม่ต้องให้เขาคอยออกแรงช่วยเป็นพิเศษ
