“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ” เย่ซูไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนจริง ๆ
แม้นางจะไม่ชอบไปร่วมงานเลี้ยงนัก แต่เมื่อก่อนก็ได้รับบัตรเชิญไม่น้อย บางครั้งนางก็ยังเลือกตอบรับบัตรเชิญที่มีน้ำหนักอยู่บ้างแล้วไปร่วมงาน
ทว่าหลังงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่า ช่วงหลายวันนี้ดูเหมือนจะไม่มีบัตรเชิญส่งมาที่เรือนของนางจริง ๆ
ที่แท้ไม่ใช่เพราะช่วงนี้คุณหนูในเมืองหลวงไม่ได้จัดงานเลี้ยง แต่เป็นเพราะไม่มีใครเชิญนางหรือ
“จริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะ ข้าน้อยสืบถามจนกระจ่างแล้ว ก่อนกลับมายังบังเอิญพบคุณหนูสี่พาสาวใช้ข้างกายออกไปร่วมงานเลี้ยงด้วย” ปี้ชิงกระทืบเท้า
“เพราะเหตุใดเล่า” เย่ซูเท้าคางครุ่นคิด เรื่องนี้ย่อมต้องมีสาเหตุ
ปี้ชิงอ้ำอึ้งไม่รู้จะพูดดีหรือไม่ หงอวี้เห็นดังนั้นจึงเร่งว่า “เจ้ารู้สาเหตุหรือ รีบพูดมาสิ”
เมื่อเห็นคุณหนูมองมาที่ตนด้วย ปี้ชิงจึงเอ่ยในที่สุดว่า “เป็น...เป็นเพราะฝ่าบาทเจ้าค่ะ”
เย่ซูประหลาดใจยิ่งนัก “เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเขาอีกเล่า”
วันนั้นนางไม่ได้พูดกับเจียงจ้าวอี้แม้แต่คำเดียว
ใครจะรู้ว่าปี้ชิงกลับบอกว่าเป็นเพราะเย่ซูไม่ได้พูดกับฝ่าบาทสักคำจริง ๆ “วันนั้นท่าทีของฝ่าบาทที่มีต่อคุณหนูดูไม่ค่อยดีนัก ตอนนี้ข้างนอกกำลังลือกันว่าคุณหนูถูกฝ่าบาทรังเกียจ ดังนั้น...”
ทุกอากัปกิริยาของผู้มีอำนาจล้วนอยู่ในสายตาผู้คน วันนั้นแววตารังเกียจที่เจียงจ้าวอี้เหลือบมองเย่ซู ถูกฮูหยินหลายคนในห้องมองเห็น จากนั้นก็เข้าใจความหมายของแววตานั้นผิดไป
คนที่ฝ่าบาททรงรังเกียจ พวกเขาไม่เหยียบย่ำซ้ำเติมก็นับว่าดีมากแล้ว ย่อมอยากอยู่ห่างให้ไกลที่สุด กลัวว่าหากไปมาหาสู่กับนางแล้วถูกคนในวังรู้เข้า ตนเองจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย
