หลังจากนั้น ฉู่ยี่กับฉินชวนฉือก็เริ่มสงครามเย็น
หรือจะว่าไปแล้ว มันเป็นการสงครามเย็นฝ่ายเดียวของฉู่ยี่ต่างหาก ที่บัดนี้เปิดฉากขึ้นแล้ว
ฉินชวนฉือส่งข้อความหาฉู่ยี่ทุกวัน
เขาไม่ใช่พวกที่ชอบเขียนข้อความยืดยาว แถมยังไม่ใช่คนที่จะพร่ำเพรื่อระดมยิงข้อความไม่หยุดหย่อน
ตัวหนังสือของเขาเป็นเหมือนตัวเขาเอง คือสั้นกระชับ ทว่าก็มีร่องรอยของความตึงเครียดเล็ดลอดออกมาให้เห็นระหว่างบรรทัด
10 กุมภาพันธ์
[ฉินชวนฉือ: ผมไม่ได้ส่งคนไปสอดแนมคุณ เรื่องที่คุณไปกินข้าวกับฉวี่ชิงเจ๋อ ร้านอยู่ข้าง ๆ ฉินซื่อ พอดีเจียงเฟิงเห็นเข้าเลยมาบอกผม]
[ฉินชวนฉือ: คุณกำลังทำอะไรอยู่]
11 กุมภาพันธ์
[ฉินชวนฉือ: ผมมีเอกสารลืมไว้ที่บ้าน คุณช่วยเอามาให้ผมหน่อยได้ไหม]
[ฉินชวนฉือ: ทำไมคุณไม่ตอบข้อความเลย]
12 กุมภาพันธ์
[ฉินชวนฉือ: ทำอะไรอยู่]
ฉู่ยี่มองข้อความล่าสุดนี้ สีหน้าเรียบเฉย แล้วก็ดับหน้าจอทันที
เขาเงยหน้าขึ้น มองไปทางฉวี่ชิงเจ๋อที่อยู่ข้าง ๆ
“กินอะไรดี”
ฉวี่ชิงเจ๋อดูเหมือนจะใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ปลายนิ้วเลื่อนไปมาบนหน้าจอ เพื่อดูแผนที่
“กินหม้อไฟไหม แถวนี้มีร้านนึงรสชาติดี”
“กินสิ ทำไมจะไม่กิน”
ไม่ให้ไปกินข้าวกับฉวี่ชิงเจ๋อใช่ไหม
งั้นก็จะกิน
ให้มันโกรธตายไปเลย
คิดดังนั้น ฉู่ยี่ก็เดินตามฉวี่ชิงเจ๋อไป
ตอนนี้เขาลืมไปสนิทเลยว่า ระหว่างผู้สนับสนุนทางการเงินกับชู้รัก มันมีช่องว่างทางสถานะที่ห่างชั้นกันเพียงไหน
หากเขาสามารถทำใจให้สงบลงแล้วคิดทบทวนดูดี ๆ ก็จะพบว่า ในฐานะชู้รักคนหนึ่ง การกล้าท้าทายผู้สนับสนุนทางการเงินอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ มันช่างผิดผีผิดเผืออะไรเช่นนั้น
ทว่าฉู่ยี่ก็ไม่ได้คิดลึกซึ้งอะไร
ในส่วนลึกของจิตใต้สำนึกที่เขาไม่เคยสำรวจถึง บางทีเขาอาจรู้มานานแล้วก็ได้ว่า
