ซ่งเซียงหลานมองใบหน้าซีดเผือดของเฉียนหง
เธอไม่พูดเรื่องนั้นต่อ เพราะนั่นเท่ากับฉีกหน้าตระกูลถังแล้วโยนลงพื้นให้เหยียบย่ำ
ยังไม่ถึงเวลา
เธอหันไปมองซ่งเซียงเหอ พี่สาวคนรอง ในใจก็รู้สึกขัดหูขัดตาจริง ๆ
ชีวิตของพี่รองตอนนี้แทบจะเหมือนชีวิตของเธอในอดีต ราวกับแกะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน
เอาลูกชู้ของคนอื่นมาเลี้ยงเป็นแก้วตาดวงใจ ทะนุถนอมเสียจนกลัวว่าจะแตกสลาย
สามีของเธอไปมีลูกชู้ข้างนอก ส่วนพี่รองก็ถูกลูกสะใภ้สวมเขาให้ลูกชาย คนบ้านนี้มันพวกเต่าหัวหดกันทั้งบ้าน แสงเขียวบนหัวส่องสว่างได้ครึ่งเมืองแล้วมั้ง
“น้องสาม พวกเธอมาถึงในเมืองตอนนี้ได้ยังไง?”
ซ่งเซียงหลานถอนหายใจ สีหน้าเปลี่ยนเป็นทุกข์ระทม
“ช่วงครึ่งปีมานี้พี่ใหญ่ไม่ค่อยสบาย แถมฝันอยู่บ่อย ๆ ฝันว่าพ่อกับแม่มาบอกให้ย้ายไปอยู่ด้วย บอกว่าจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน จะได้ดูแลปู่กับย่า”
ในห้องก็เย็นอยู่แล้ว
พอได้ยินคำพูดนี้
ซ่งเซียงเหอก็อดสั่นสะท้านไม่ได้ ขนลุกชันไปทั้งตัว
แม้เธอจะชอบแข่งกับซ่งเซียงหลานและขี้เหนียว แต่ก็ยังมีความรู้สึกดี ๆ ให้พี่สาวคนโตที่ซื่อ ๆ คนนี้อยู่บ้าง
อีกอย่าง บ้านพี่ใหญ่ก็จนจนแทบไม่มีจะกิน
เป็นครอบครัวยากจนที่สุดในหมู่บ้าน ไม่ต้องเอาไปเทียบกับใครเสียด้วยซ้ำ กลับยิ่งทำให้ความผูกพันในครอบครัวดูบริสุทธิ์ขึ้น
ยังไงระดับชีวิตก็ห่างกันเกินไป
“ถ้าอย่างนั้น…ก็ต้องไปเยี่ยมกันหน่อย” ซ่งเซียงเหอพูดพลางริมฝีปากสั่นนิด ๆ
เฒ่าถังที่เงียบมาตลอดลุกขึ้นยืนในเวลานี้
“วันนี้ฉันตั้งใจซื้อหัวหมูมา รีบกินมื้อเย็นกันเถอะ”
“เสี่ยวโอว ไปยกชามขอบสีน้ำเงินบนเตาออกมาสิ!” เฒ่าถังตะโกนเรียกจ้าวเสี่ยวโอว ลูกสะใภ้คนเล็ก
จ้าวเสี่ยวโอวขานรับแล้วรีบเดินเข้าครัว
ไม่ถึงนาที
จ้าวเสี่ยวโอวก็ยกชามขอบสีน้ำเงินออกมา สีหน้าบูดบึ้งราวกับกลืนแมลงวันเข้าไป
เฒ่าถังยิ้มรับชามมาวางกลางโต๊ะ “มา ๆ ลองชิมดู นี่ของจากร้านเนื้อของรัฐเชียวนะ…”
พูดไปได้ครึ่งประโยคก็ชะงัก
ในชามใบใหญ่ขอบสีน้ำเงินมีแต่น้ำพะโล้สีน้ำตาล ลอยหน้าด้วยผักชีสองก้านกับกระเทียมไม่กี่กลีบ ไม่เหลือแม้แต่เศษเนื้อ
