กินข้าวเสร็จ ซ่งเซียงหลานก็เลื่อนชามกับตะเกียบออก แล้วเตะซ่งถิงถิงที่กำลังถือหนังสือเหม่อลอยอยู่
“ไปเรียกฉงหยิงมาหน่อย”
ซ่งถิงถิงรับคำ
วางหนังสือแล้ววิ่งออกไปทันที
ไม่นานนัก ก็มีเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมาจากหน้าประตู
ฉงหยิงสะพายกล่องยาเก่า ๆ หอบแฮก ๆ ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา
เด็กสาวคนนี้ขึ้นชื่อว่าใฝ่เรียนในจุดที่พักของปัญญาชน ถึงจะเป็นหมอเท้าเปล่า แต่ความมุ่งมั่นในการศึกษาไม่ด้อยไปกว่าหมอในเมืองเลย
“ป้าเซียงหลาน ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า” ฉงหยิงวางกล่องลง ยังไม่ทันได้เช็ดเหงื่อด้วยซ้ำ
ซ่งเซียงหลานชี้ไปยังพี่สาวที่นั่งกระสับกระส่ายอยู่บนม้านั่งยาว
“ไม่ใช่ฉัน เป็นพี่สาวฉันน่ะ ช่วยตรวจให้ละเอียดหน่อย โดยเฉพาะ…เรื่องนั้น”
ซ่งเซียงหลานไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ
แต่สายตากวาดลงไปด้านล่าง
ฉงหยิงก็เข้าใจทันที
คำพูดที่พี่สาวเคยบอกตอนเปลี่ยนกางเกงก่อนหน้านี้ ยังคงเป็นปมในใจซ่งเซียงหลานมาตลอด
ฉงหยิงยกเก้าอี้พับเล็กมานั่งตรงข้ามซ่งเซียงเหมย
เริ่มจากจับชีพจร
คิ้วขมวดแล้วคลาย คลายแล้วขมวดอีก
จากนั้นก็ถามเสียงเบาถึงความรู้สึกบริเวณนั้นอยู่สองสามข้อ
หน้าซ่งเซียงเหมยแดงก่ำเหมือนตับหมู
อ้ำอึ้งอยู่นาน กว่าจะเค้นคำออกมาได้ไม่กี่คำราวกับยาสีฟัน
ฉงหยิงฟังจบ
ก็ถอนหายใจ ก่อนเอ่ยเสียงแผ่วสี่คำว่า “ลูกมาก แม่ลำบาก”
เธอเงยหน้าขึ้น แววตาเจือความเห็นใจ
มองซ่งเซียงหลานแล้วพูดว่า “ป้าเซียงหลาน โรคทางนรีเวชของพี่สาวเป็นมานานเกินไปแล้วค่ะ อักเสบรุนแรง แถมคลอดลูกมาหลายปีแต่ไม่ได้พักฟื้นให้ดี ร่างกายพร่องหนักจนพื้นฐานทรุดโทรมไปหมดแล้ว”
ใจซ่งเซียงหลานหนักอึ้ง
ผู้หญิงในยุคนี้เป็นแค่เครื่องจักรผลิตลูก เป็นเครื่องจักรที่ไม่มีแม้แต่น้ำมันให้เติม
ผู้ชายไม่ดูแลความสะอาดส่วนตัวให้ดี
ผู้หญิงก็ไม่กล้าพูดออกมา
อับอายเกินกว่าจะเอ่ยปาก
ซ่งเซียงเหมยใส่กางเกงในตัวเดิมมาหลายปี จนแข็งราวกับแผ่นเหล็ก ทำงานในไร่เหงื่อท่วมตัวเปื้อนโคลน เพิ่งคลอดลูกได้ไม่ถึงสามวันก็ลงนาไปทำงานเอาคะแนนแรงงาน ต่อให้ร่างกายแข็งแกร่งแค่ไหนก็ทนถูกใช้งานแบบนี้ไม่ไหว
