“ต่อให้พ่ายแพ้สงคราม ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป”
ความพ่ายแพ้ไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย การยอมจำนนต่างหากที่สำคัญ
เขียนโดย: รูเดียส • เกรย์รัต
แปลโดย: จิน • RF • มาเกอต
・・・・・
ตรงหน้าคือห้องที่มีวงเวทขนาดมหึมาวาดอยู่
บนผนังมีแผ่นกระดาษร่างแบบติดตะปูไว้อย่างระเกะระกะ ส่วนพื้นก็รกไม่ต่างกัน
ผมยืนอยู่หน้าวงเวทนั้น แล้วค่อย ๆ หลับตาลง
ทำไมผมถึงต้องกลายเป็นคนโดดเดี่ยวตัวคนเดียวแบบนี้ด้วย?
ผมเองก็เคยมีความสุขมาก่อน
ผมแต่งงานกับภรรยาสองคน ใช้ชีวิตแต่งงานอันแสนสุขกับครอบครัวในคฤหาสน์หลังใหญ่ ผมหวังจากก้นบึ้งของหัวใจว่าวันเวลาเช่นนั้นจะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ
ลูก ๆ วิ่งเล่นส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอยู่รอบตัว เซนิสกับลีเลียมองพวกเขาด้วยสายตาปลาบปลื้ม ส่วนผมกับภรรยาทั้งสองก็นั่งเคียงข้างกันอย่างรักใคร่———
นี่คือภาพที่ผมเคยจินตนาการถึงนับครั้งไม่ถ้วน และชีวิตก็ดูเหมือนกำลังมุ่งไปในทิศทางนั้น
แต่แล้ว ตั้งแต่ช่วงเวลาหนึ่งเป็นต้นมา ทุกอย่างก็พังทลายลง
“รู…เดีย…”
ราวห้าสิบปีก่อน โรคซีติดโรคประหลาดที่ไม่รู้จัก ปลายนิ้วเท้าของเธอเริ่มกลายเป็นผลึกสีม่วง
ผมรีบแจ้งคลีฟ แล้วขอให้เขาใช้ดวงตาวิเศษตรวจสอบ
ชื่อโรคคือ “โรคหินมนต์” โรคร้ายที่มีเพียงเวทมนตร์แก้พิษระดับเทพเจ้าเท่านั้นที่จะรักษาให้หายขาดได้
เมื่อผมกลับมาพร้อมม้วนคัมภีร์เวทมนตร์แก้พิษระดับเทพเจ้า ทุกคนต่างมีสีหน้าหนักอึ้ง ร่างกายของโรคซีกลายเป็นผลึกไปแล้วครึ่งหนึ่ง เธอเสียชีวิต การร่ายเวทไม่ทันได้ช่วยอะไร
“รูดี้…ฉันรักเธอนะ…”
ไม่นานหลังจากโรคซีจากไป
พอมาคิดดูตอนนี้ การที่ซิลฟี่เข้ามายั่วยวนผมเองในตอนนั้นก็ดูผิดปกติตั้งแต่แรกแล้ว อะไรที่ว่าให้กอดเธอเพื่อจะได้ลืมโรคซี…เพราะเธอพูดตื๊อจนน่ารำคาญ ผมเลยระเบิดอารมณ์ใส่เธอ
ฟังคำพูดที่ไม่ผ่านการคิดแบบนั้นแล้ว ผมจะกอดเธอลงได้ยังไง
แต่เหตุผลก็ไม่ได้มีแค่นั้น
ถ้าผมกอดซิลฟี่ในตอนนั้น ผมคงปฏิบัติต่อเธออย่างหยาบคายแน่
ในฐานะตัวแทนของโรคซี ในฐานะที่ระบายอารมณ์
ผมคิดว่า…ไม่ควรทำแบบนั้น
กว่าผมจะรู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติ เธอก็จากไปโดยไม่บอกลาเสียแล้ว
หลังจากตามสืบข่าวของเธอ ผมถึงได้รู้ว่าเธอเดินทางไปอาณาจักรอัสราพร้อมกับคณะของอารีเอล
ผมสังหรณ์ใจไม่ดีจนแทบคลั่ง รีบมุ่งหน้าไปอาณาจักรอัสรา แต่พอไปถึง ทุกอย่างก็จบลงแล้ว
อารีเอลพ่ายแพ้ในการต่อสู้ทางการเมือง ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเธอถูกประหารและนำศพไปประจาน รวมถึงซิลฟี่ด้วย
ศพของซิลฟี่ขาดแขนไปข้างหนึ่ง บนใบหน้ามีรอยฟันลึกหลายแผล ผู้คนจำนวนหนึ่งขว้างก้อนหินใส่ศพ ประชาชนมองซิลฟี่เป็นอาชญากรที่ก่อความวุ่นวายในราชธานี จึงพากันขว้างหินใส่เธอ
“รูเดียส…รีบหนีไป…”
ราวสี่สิบปีก่อน
ด้วยเหตุผลบางอย่าง ผมกับอาโตฟี จอมมารอมตะ ต่อสู้กันจริง ๆ คู่ต่อสู้ในครั้งนั้นคืออาโตฟีกับสมาชิกองครักษ์ทั้งหมดของเธอ
ผมคิดว่าน่าจะมีโอกาสชนะ แต่สุดท้ายก็ถูกมูอาร์ขัดขวางอย่างที่คิด ผมประมาทอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่รู้ดีว่ามูอาร์เป็นนักเวทผู้เชี่ยวชาญที่เก่งกาจมาก เป็นเพราะผมเอาแต่จับตาอาโตฟีจนหมด
ตอนที่ผมถูกต้อนจนมุม ไอริสก็กระโจนเข้ามาในสนามรบอย่างกะทันหัน แล้วเธอก็ปกป้องผมจนต้องแลกด้วยชีวิต
ศพของเธอขาดเป็นสองท่อน กระจัดกระจายอยู่ข้างเท้าผม
ตลอดสามสิบปีหลังจากนั้น ความทรงจำของผมค่อนข้างเลือนราง จำได้เพียงว่าผมแทบคลั่งกับการไล่ตามความแข็งแกร่ง
เวทมนตร์ควบคุมแรงโน้มถ่วง เวทมนตร์ควบคุมสายฟ้า เวทมนตร์ควบคุมเสียง แม้แต่เวทมนตร์รักษาแบบไม่ต้องร่ายก็ฝึกฝนจนถึงระดับศักดิ์สิทธิ์
ผมแข็งแกร่งขึ้นแล้ว แข็งแกร่งมากเสียด้วย ถึงขั้นกล้าพูดว่า ในโลกปัจจุบันไม่มีนักเวทคนไหนแข็งแกร่งไปกว่าผม
แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคืออะไร?
คนรักกับครอบครัวจากไปหมดแล้ว เหลือเพียงผมคนเดียว
เหตุผลเดียวที่ทำให้ผมยังมีชีวิตอยู่มาจนถึงตอนนี้มีเพียงอย่างเดียว
อา…แม้จะผ่านมาจนถึงตอนนี้ เสียงของเจ้านั่นตอนเปิดเผยทุกอย่างกับผมก็ยังดังก้องอยู่ในหู หลังจากพูดว่า “เหนื่อยหน่อยนะ” มันก็ตบไหล่ผม สัมผัสในตอนนั้นกับเสียงหัวเราะแหลมสูงนั่น…บัดซบ! ไอ้สารเลว!
ผมจะแก้แค้นตัวการที่วางแผนก่อหายนะทั้งหมดนั่น แล้วฉีกมันเป็นชิ้น ๆ——
“เทพแห่งมนุษย์ (HITOGAMI) อ๊าาาาาาาาา!”
เสียงคำรามด้วยความโกรธดังออกมาจากร่างชราของผม ในชั่วขณะนั้น สายฟ้าสีม่วงก็พุ่งกระจายไปทั่วห้อง สว่างวาบราวกับเป็นเวลากลางวัน
ผมรู้ดีว่าต่อให้โกรธแค่ไหนก็ไม่มีทางได้รับคำตอบ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังระงับจิตสังหารไว้ไม่อยู่
ซิลฟี่ โรคซี ไอริส นอร์น ไอชะ เซนิส…ทุกคนล้วนถูกเทพแห่งมนุษย์ทำร้าย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
ความเกลียดชังที่ผมมีต่อมันเกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูด
แต่ผมหามันไม่เจอ มันยังคงปรากฏตัวในความฝันเป็นครั้งคราวเพื่อเยาะเย้ยสภาพอันน่าเวทนาของผม แต่ไม่ว่าผมจะพยายามแค่ไหนก็หาที่อยู่ของมันไม่พบ
ผมเคยพยายามตามหาราชันมังกร ออร์สเตด ผู้มีเป้าหมายจะฆ่าเทพแห่งมนุษย์เหมือนกัน เพื่อร่วมมือกับเขา แต่เพราะนางาซุเซเวนฆ่าตัวตาย งานตามหาจึงยากลำบากอย่างยิ่ง อย่างน้อยจนถึงตอนนี้ ผมก็ยังไม่เคยพบเขาเลย
เมื่อทุกวิธีใช้ไม่ได้ผล ผมก็เหลือเพียงทางเดียว
ผมหันไปมองวงเวท
นี่คือผลจากการค้นคว้ามาหลายสิบปีของผม “วงเวทย้ายเวลา”
ก่อนหน้านี้ผมเคยสรุปไว้ว่าเวทมนตร์ทำได้ทุกอย่าง ขอเพียงเข้าใจความรู้สึกของมัน ก็ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้
รวมถึง “การย้อนกลับไปในอดีต”
หลังจากตระหนักว่านี่เป็นวิธีเดียวที่อาจเอาชนะเทพแห่งมนุษย์ได้ ผมก็ศึกษามนตร์เวลาอยู่นานราวสิบสองปี
ผมลูบหนังสือเล่มหนึ่งที่ปกชำรุด บนปกเขียนคำว่า “ไดอารี่” ด้วยภาษาญี่ปุ่นที่มีเพียงผมเท่านั้นที่อ่านออก
ผมจำไม่ผิดแน่ เวลาที่เขียนไดอารี่เล่มนี้คือก่อนจะทำตามคำแนะนำของเทพแห่งมนุษย์เพื่อเปิดประตูห้องใต้ดิน
หลักการของวงเวทนี้คือ “ย้อนเวลากลับไปตามจุดเริ่มต้นของสิ่งของ” หมายความว่าผมจะย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่เตรียมจะเขียนไดอารี่ พร้อมกับไดอารี่เล่มนี้ และได้พบกับ “รูเดียสในอดีต” ที่นั่น
ผมจะบอกเขาเรื่องแผนการของเทพแห่งมนุษย์กับอนาคตอันสิ้นหวังนี้ แล้วให้เขาพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อหลีกเลี่ยงจุดจบดังกล่าว ต่อให้ผมต้องตายก็ไม่เป็นไร
ปฏิทรรศน์ปู่ทวดเหรอ? ใครจะไปสน ขอแค่เปลี่ยนอนาคตอันสิ้นหวังแบบนี้ได้ ต่อให้ต้องฝ่าดงดาบหรือลุยทะเลเพลิงผมก็ยอม
ผมวางไดอารี่ไว้ตรงกลางวงเวท แล้วค่อย ๆ เดินไปยังอีกตำแหน่งหนึ่งของวงเวท เริ่มอัดพลังเวทเข้าไปอย่างเต็มกำลัง
วงเวทปลดปล่อยแรงดูดมหาศาล ดูดพลังเวทที่ผมอัดเข้าไปจนหมดสิ้น
แต่ผมหยุดไม่ได้ ปริมาณพลังเวทที่วงเวทย้ายเวลาต้องการนั้นมหาศาล เมื่อมองไปทั่วทั้งโลกแล้ว อาจมีเพียงผมหรือ “เทพมาร” ลาปลาซในอดีตเท่านั้นที่ใช้มันได้
เมื่อผมอัดพลังเวทลงไป วงเวทใต้เท้าก็ค่อย ๆ เปล่งแสงสีฟ้า
“โอ้โฮ้โฮ้โฮ้โฮ้————!” เสียงคำรามต่ำ ๆ ดังออกมาจากลำคอผม
แสงสีฟ้าสว่างขึ้นเรื่อย ๆ เมื่ออัดพลังเวทถึงจุดหนึ่ง แสงสีฟ้าก็เจิดจ้าขึ้น แล้วผมก็หมดสติไป
——ก่อนหมดสติ ผมเหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่างแตกดังขึ้น
ตอนที่ได้สติขึ้นมา ความรู้สึกแรกคือสว่างจ้าเหลือเกิน
——แปลกสิ เวลานี้คฤหาสน์เกรย์รัตน่าจะเป็นกลางดึกไม่ใช่เหรอ? ผมถูกย้ายมาที่ไหนกัน?
แสงสว่างตรงหน้าทำให้ผมหรี่ตาลงด้วยความไม่สบายตา
หลังจากค่อย ๆ ปรับสายตา ผมก็พบหญิงสาวผมทองคนหนึ่งกำลังมองผมอยู่
ข้าง ๆ มีชายผมสีน้ำตาลที่ดูหนุ่มอยู่เหมือนกัน กำลังยิ้มให้ผมอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
ผู้ชายคนนี้ดูแข็งแกร่งและเอาแต่ใจ อีกทั้งยังมีกล้ามเนื้อที่น่าทึ่ง
ผมของเขาเป็นสีน้ำตาลสวย ไม่ใช่สีที่ย้อมขึ้นมาโดยตั้งใจสินะ
แต่เรื่องพวกนั้นไม่ใช่ประเด็น
ประเด็นคือผมคุ้นหน้าคนทั้งสองมากเกินไป
“——!———!”
ผมอยากพลิกตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง แต่กลับรู้สึกว่าแขนขาไร้เรี่ยวแรงอย่างประหลาด พอยกมือทั้งสองขึ้นมาตรงหน้า ผมก็เพิ่งสังเกตเห็น——
เล็กเกินไป นี่มันมือของทารกชัด ๆ
หญิงสาวมองผมแล้วยิ้มบาง ๆ ก่อนหันไปพูดกับชายที่อยู่ข้าง ๆ
“ดีจังเลยค่ะ ที่รัก ดูเหมือนจะเป็นเด็กแข็งแรงดีนะคะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว เมื่อกี้ผมนึกว่าจะมีอะไรผิดปกติเสียอีก ว่าแต่เด็กคนนี้ไม่ร้องไห้เลยนะ”
ชายคนนั้นตอบด้วยสีหน้าผ่อนคลาย
ทั้งสองคุยกันอีกพักหนึ่ง ก่อนจะหันมามองผมด้วยแววตาเปี่ยมรักพร้อมกัน
——อย่างนี้นี่เอง เป็นความฝันสินะ?
ช่างเป็นความฝันที่อบอุ่นจริง ๆ
เมื่อมองรอยยิ้มอ่อนโยนของทั้งสอง ผมก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป
“อา——อุแว้——”
ปีมังกรเกราะ 407 เสียงร้องไห้จ้าใสกังวานของทารกดังขึ้นในคฤหาสน์เกรย์รัต ทารกที่เกิดมาเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลเกรย์รัต พ่อแม่ตั้งชื่อให้เขาว่า “รูเดียส เกรย์รัต”
