“หม่อมฉันจะรักษาหน้าที่ของตนอย่างแน่นอน” กล่าวพลาง เวินอวิ๋นเหมียนก็จะลุกจากแท่นบรรทม “เช่นนั้นหม่อมฉันขอกลับตำหนักของตนเองก่อน”
จวินเฉินอวี้มองนางเรียบ ๆ ผู้ใดจะไม่รู้ว่าคนในวังหลังนั้นถืออำนาจเป็นใหญ่เพียงใด หากคืนนี้ปล่อยนางกลับไป พรุ่งนี้นางก็จะเป็นคนที่ใครก็เหยียบย่ำได้
นางคือดอกโบตั่นในเรือนกระจกเช่นนี้ จะไม่ถูกคนพวกนั้นกลืนกินทั้งเป็นก็ประหลาดแล้ว
“อยู่ที่นี่เถิด เจิ้นคืนนี้จะไม่แตะต้องเจ้า แต่จะให้เกียรติเจ้าตามสมควร”
เวินอวิ๋นเหมียนเงยพระพักตร์ขึ้นอย่างประหลาดใจ หางพระเนตรแดงก่ำยังคงมีหยาดน้ำตาคลอ
“ยืนตะลึงอยู่อย่างนั้นหรือ จะไม่รีบมาช่วยเจิ้นถอดฉลองพระองค์”
เวินอวิ๋นเหมียนได้สติ รีบลุกขึ้น จวินเฉินอวี้กางพระพาหาทั้งสอง ยืนเงียบอยู่ตรงนั้น เวินอวิ๋นเหมียนเดินไปด้านหลังเพื่อแกะแถบรัดพระองค์
นางมีรูปร่างบอบบาง ขณะที่จวินเฉินอวี้กลับสูงสง่างาม ศีรษะของนางสูงเพียงพระอังสาของเขาเท่านั้น
นางอ้อมมาข้างหน้าเพื่อถอดฉลองพระองค์ให้เขา อาจเป็นเพราะก้มศีรษะอยู่ตลอดเวลา จึงไม่ทันระวัง โน้มตัวไปข้างหน้าผลอเข้าใส่ ริมฝีพระโอษฐ์ของจวินเฉินอวี้ก็ประทับลงบนหน้าผากของนางเช่นนั้น
เวินอวิ๋นเหมียนตกใจเงยพระพักตร์ขึ้น “หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจ”
จวินเฉินอวี้พระศอกระเพื่อมเล็กน้อย กลบเกลื่อนความหวั่นไหวชั่ววูบนั้นเสีย แล้วทำพระพักตร์เย็นชาไม่เอ่ยพระวาจา
เวินอวิ๋นเหมียนยังคงมือสั่นน้อย ๆ ถอดฉลองพระองค์ต่อไป
เดิมคิดว่าไม่นานก็จะถอดได้สะดวก ผู้ใดจะคาดคิดว่ามือเรียวงามดั่งหยกคู่นั้นจะคลำหาอย่างงุ่มง่ามบนกายเขา
เวินอวิ๋นเหมียนครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก็ยื่นมือเข้าไปโอบรอบพระวรกายของจวินเฉินอวี้ ในยามที่ร่างน้อยนุ่มยื่นเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมกรุ่นก็ลอยมากระทบ ร่างเล็กนุ่มหอมซบแนบอยู่ในพระทรวงของเขา
จวินเฉินอวี้พระพักตร์หล่อเหลาเคร่งตึง คิดจะเอ่ยตำหนินางว่าแกล้งทำหรือไม่ แต่ความลุกลี้ลุกลนของสตรีในอ้อมอกนี้กลับไม่เหมือนแสร้งทำ
มือคู่นั้นประหนึ่งตะขอเกี่ยวที่ยั่วยวนตัณหา ค่อย ๆ เคลื่อนคล้อยไปทั่วร่างเขา ที่ใดผ่านไปก็ไม่เหลือแม้แต่เศษหญ้างอกงาม
จวินเฉินอวี้หายใจหนักขึ้น กลั้นอยู่สักพัก ก็จับคนในอ้อมอกยกออกมาโดยตรง
เวินอวิ๋นเหมียนเหมือนกระต่ายน้อยไร้เดียงสา จ้องเขาด้วยเนตรดำขลับ
จวินเฉินอวี้กลั้นพระทัย “เสี่ยวลู่จื่อ!”
นางกำนัลและขันทีด้านนอกวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว พวกนางรู้จักอุปนิสัยของฮ่องเต้เป็นอย่างดีแล้ว เพียงแค่สบพระเนตรครั้งเดียว ก็มีนางกำนัลชำนาญการช่วยฮ่องเต้ถอดฉลองพระองค์อย่างคล่องแคล่วทันที
เวินอวิ๋นเหมียนยืนอึดอัดอยู่กับที่ จวินเฉินอวี้ตรัสอย่างเย็นชา “ยืนตะลึงอยู่อย่างนั้นหรือ รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกออกเสีย”
“อ้อ” เวินอวิ๋นเหมียนยอมเดินไปหลังฉากบังตาอย่างว่าง่าย นางกำนัลนำเสื้อผ้าสะอาดมาส่งก็ถอยออกไป
ในตำหนักบรรทมเหลือเพียงพวกเขาสองคน
จวินเฉินอวี้เพิ่งนั่งลงที่ขอบแท่นบรรทมจัดแขนเสื้อ เงยพระพักตร์ขึ้นก็เห็นใต้แสงเทียน หลังฉากบังตาปรากฏเงาร่างอรชรอ้อนแอ้นสวยงาม
เขาหยุดมือที่กำลังขยับ
การทอดเงาของแสงเทียนขับเน้นทุกสัดส่วนของนางออกมาอย่างหมดจด
งามราวภาพฝัน กิริยางามสง่า ดุจไข่มุกเม็ดงามกลมเกลี้ยง ภาพที่งดงามมีชีวิตชีวาเช่นนี้ แทบจะไร้การป้องกันใด ๆ ทะลวงเข้าไปในพระทัยของจวินเฉินอวี้
ตัณหาที่เพิ่งระงับลงไปพลุ่งพล่านขึ้นมา
พอเวินอวิ๋นเหมียนเปลี่ยนอาภรณ์เสร็จออกมา จวินเฉินอวี้ก็เอนพระวรกายลงบรรทมแล้ว
เวินอวิ๋นเหมียนกัดริมฝีปากนาง ในชาติก่อนนางกับจวินเฉินอวี้เคยร่วมเรื่องชายหญิงมาไม่น้อย ล้วนคุ้นเคยกันอย่างไม่ต้องสงสัย
นางจึงเห็นความผิดปกติของจวินเฉินอวี้แต่เพียงแวบเดียว อาทิเช่นเวลาเขาเอนกายลงใต้ผ้าห่มแล้วมีสิ่งนูนขึ้นเด่นชัด
บางทีเขากำลังรอให้นางอาสาปรนนิบัติบนเตียง?
เวินอวิ๋นเหมียนคลี่ยิ้มบางเบา หันกายไปทางเก้าอี้นอนด้านข้างแทน
เทียนดับไปหลายดวง จวินเฉินอวี้ลืมพระเนตรเย็นล้ำลึกขึ้น “อวิ๋นฉางจ้าย ลืมไปแล้วหรือว่าคืนนี้เจ้าต้องปรนนิบัติ”
ได้ยินสุรเสียง เวินอวิ๋นเหมียนก็รีบคุกเข่าลง “หม่อมฉันจำได้ แต่หม่อมฉันเข้าใจว่าคืนนี้ฮ่องเต้ทรงเมตตาให้หม่อมฉันอยู่ ก็เป็นพระมหากรุณาใหญ่หลวงแล้ว ในพระทัยของฮ่องเต้มีพระสนมกุ้ยเฟยอยู่ ย่อมไม่ทรงปรารถนาแตะต้องหม่อมฉันเป็นแน่ ดังนั้นหม่อมฉันจะไม่ล้ำเกินอีก ขอฮ่องเต้ทรงสบายพระทัย”
อยากแตะต้องนางหรือ? อดทนรอไปก่อนเถอะ
ยิ่งไม่ได้ครอบครอง ก็ยิ่งจะเฝ้าคิดถึง
ได้ยินเวินอวิ๋นเหมียนกล่าวเช่นนี้ ก็ได้ยินในความมืดมิดเพียงแค่เสียงหัวเราะเยาะเยียบเย็นของจวินเฉินอวี้ แล้วก็เงียบหายไป เวินอวิ๋นเหมียนจึงกล้ากลับไปยังเก้าอี้นอนอีกครั้ง
วันรุ่งขึ้น เวินอวิ๋นเหมียนตื่นแต่เช้าตรู่ พอรู้สึกตัวขึ้นมาก็ได้กลิ่นสมุนไพรฉุนจาง ๆ จากกาย พอก้มลงมองจึงเห็นว่าบาดแผลถูกทับด้วยยาขี้ผึ้งอยู่ แผลที่มีอยู่เดิมก็แทบจะสมานหายแล้ว
คงจะเป็นฮ่องเต้รับสั่งให้นางกำนัลทายาให้นาง
ขันทีที่มารับนางกลับไปนั้นรออยู่แล้ว มีท่าทีเคารพนบนอบต่อนางเป็นพิเศษ “เสี่ยวจู่ เกี้ยวเตรียมพร้อมแล้ว กระหม่อมจะให้คนไปส่งท่าน”
“สวรรค์ ขอบคุณท่านลู่กงกง”
……
เวินเล่อเยียนไม่ได้หลับตาทั้งคืน นางเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ
เมื่อวานนี้จวนโหวได้ส่งคนใกล้ชิดของฮูหยินเมิ่งเข้าวังโดยอาศัยเส้นสาย ก็เพื่อรอคอยข่าวหลังจากการได้รับพระกรุณาครั้งนี้
แต่พอได้ยินหมิงชุ่ยบอกว่าเวินอวิ๋นเหมียนออกจากตำหนักเฉาหยางแล้ว เวินเล่อเยียนก็ตะลึงไปในทันใด
นาง นางไม่ได้ถูกพาตัวไปหรือ!
แม่นมหงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “เสี่ยวจู่ ฮูหยินหวังให้ท่านได้ประสบความสำเร็จ จะได้ข่มฮูหยินใหญ่ให้อยู่หมัด แต่เมื่อคืนโอกาสปรนนิบัติบนเตียงของท่านกลับถูกคุณหนูรองแย่งชิงไป วันนี้ยังต้องมาที่นี่ดูความรุ่งโรจน์ของนาง หากฮูหยินรู้เข้า คงต้องโศกเศร้าเป็นแน่”
เวินเล่อเยียนส่ายศีรษะอย่างลนลาน ไม่อยู่ ไม่มีทาง!
นางจะไปดูให้เต็มตาที่ศาลามู่ตาน!
นางไม่เชื่อว่าเวินอวิ๋นเหมียนจะรอดชีวิตกลับมา!
……
เวินอวิ๋นเหมียนเพิ่งกลับมา ก็เห็นเวินเล่อเยียนด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
นอกจากนางแล้ว ยังมีนางในวังหน้าใหม่ที่เข้าวังรุ่นเดียวกับนางในชาติก่อน
ซูตาอิ้ง ฮุ่ยฉางจ้าย เว่ยกุ้ยเหริน
เวินเล่อเยียนนี่เชิญคนมาดูเรื่องน่าขันของนางกระนั้นรึ?
เวินเล่อเยียนแน่ใจแล้วว่าเวินอวิ๋นเหมียนยังมีชีวิตอยู่ ความโกรธแค้นนั้นแทบจะทำให้นางอัดอั้นตาย!
แต่ไม่เป็นไร นางต้องถูกทรมานอย่างแน่นอน!
แล้วหลังจากนี้สนมซูก็จะไม่ปล่อยนางไว้เช่นกัน
ดังนั้นเวินเล่อเยียนจึงเสแสร้ง จงใจทำหน้ายิ้มแย้ม “คุณพี่ ในที่สุดท่านก็กลับมาเสียที เมื่อวานท่านเป็นคนแรกที่ได้ปรนนิบัติ เป็นอย่างไรบ้าง ชินหรือไม่? สามนางนี้เป็นน้องสาวที่เข้าวังมาพร้อมกัน ข้าน้อยเชิญพวกนางมาพูดคุยด้วยกัน คุณพี่คงไม่ถือสาหรอกนะ?”
เวินอวิ๋นเหมียนคลี่ยิ้ม โค้งกายทำความเคารพเว่ยกุ้ยเหริน “หม่อมฉันคารวะเว่ยกุ้ยเหริน”
จากนั้นก็ทำความเคารพฮุ่ยฉางจ้ายอย่างเสมอกัน แล้วยิ้มแย้มทักทายซูตาอิ้ง จากนั้นจึงยืนกายตรง
ซูตาอิ้งมีหน้าตาหวานละมุน ถึงแม้ไม่โดดเด่นนัก แต่ก็ไร้เดียงสาสดใส “คารวะคุณพี่อวิ๋น เมื่อคืนคุณพี่อวิ๋นได้พระกรุณาเป็นคนแรก พวกเราล้วนอิจฉายิ่งนัก เกรงว่าเดี๋ยวพัดจื่ออี้เหอเหอคงจะถูกส่งมาแล้วกระมัง?”
การปรนนิบัติครั้งแรกของพระชายา หากได้รับพัดเล่มนี้แล้ว นั่นหมายถึงเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ และง่ายต่อการตั้งหลักในวังหลวงสืบไป
หากไม่ได้รับ นั่นก็คือฮ่องเต้ไม่โปรดและรังเกียจ นับเป็นความอัปยศใหญ่หลวง
เวินเล่อเยียนได้ใจ คลี่ยิ้ม “ข้าน้อยจำได้ว่าพัดนั้นจะถูกส่งมาพร้อมกับตอนที่พระชายานั่งเกี้ยวกลับมา แต่นี่ก็ผ่านมานานแล้วก็ยังไม่มีวี่แวว คงไม่ใช่ว่าฮ่องเต้ทรงลืมไปแล้วกระมัง? หรือว่าคุณพี่ทำให้ฮ่องเต้ไม่พอพระทัย?”
เวินอวิ๋นเหมียนเลิกคิ้วมองนาง
ประจานเย้ยหยันพี่สาวตนเองต่อหน้าคนนอก ช่างโง่เง่าเหลือเกิน!
“เอาล่ะ เข้าไปพูดกันก่อนเถิด” ในที่นี้เว่ยกุ้ยเหรินมีศักดิ์สูงสุด ชาติตระกูลดีเลิศ
เว่ยกุ้ยเหรินเคยพบมือสังหารโดยไม่ตั้งใจตอนงานมู่หลานชิวเสี่ยน ทำให้ปลอดภัยจากการรบกวนเสด็จพระราชดำเนิน จึงได้รับพระบรมราชานุญาตเป็นพิเศษให้เข้าวัง
อีกทั้งยังเป็นสกุลเดียวกับฮองเฮา ชาติตระกูลสูงส่ง เมื่อเข้าวังมาเดิมควรได้พระกรุณาเป็นคนแรก แต่กลับถูกสนมซูจงใจสร้างความลำบาก เปลี่ยนตัวคนเป็นเวินอวิ๋นเหมียนแทน
เว่ยกุ้ยเหรินมีสีหน้าเป็นปกติ หากไม่ใช่เพื่อต้องการดูว่าอวิ๋นฉางจ้ายนางนี้งดงามเพียงไหน จะได้หยั่งเชิงดู นางขี้เกียจมาเสียด้วยซ้ำ
แต่มองดูเวินอวิ๋นเหมียนเบื้องหน้านี้ มีรูปโฉมขาวกระจ่างดั่งหิมะ งามราวเทพเซียน ก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความระแวดระวัง เกรงว่าคนผู้นี้ไม่ใช่ของธรรมดาสามัญ อาจเทียบไม่ติดก็เป็นได้
หลังจากเข้าไปข้างใน เวินเล่อเยียนดึงเวินอวิ๋นเหมียนให้นั่งลง “พวกเราล้วนเป็นพี่น้องกัน นั่งลงพูดคุยกันก่อนเถิด”
ภายนอกยิ้มแย้ม ทว่ากลับออกแรงกดไปที่แขนของเวินอวิ๋นเหมียนอย่างจงใจ
นางรู้ดีว่าแผลที่ถูกโบยนั้นไม่มีทางหายไป เวินอวิ๋นเหมียนจะต้องเจ็บจนกรีดร้องออกมาแน่นอน!