เห็นโม่เวยยังคงร้องไห้ เวินอวิ๋นเหมียนจึงยิ้มพลางเช็ดน้ำตาให้นาง “พอเถิด พี่ไม่เคยโทษเจ้าเลย ตรงกันข้าม พี่ดีใจยิ่งนักที่เจ้าเปิดอกบอกความคิดของตนให้พี่ฟังเช่นนี้”
“จงจำไว้ ครอบครัวสำคัญกว่าความรักแท้หรือบุรุษเป็นไหน ๆ อย่าได้หลงบุรุษจนขาดสติ แล้วทรยศครอบครัวและคนในสายเลือดเป็นอันขาด”
โม่เวยมองพี่สาวอย่างเหม่อลอย หมอกควันในใจคล้ายมีทางออกขึ้นมาในชั่วพริบตา นางยิ้มอย่างว่าง่าย “เพคะ โม่เวยเข้าใจแล้ว”
……
ยามคิมหันต์ร้อนระอุ เสียงจักจั่นดังระงมทั่วตำหนักพักแรม แสงตะวันด้านนอกเจิดจ้าจนแสบตา แม้แต่อากาศยังร้อนผ่าว
ช่วงนี้จวินเฉินอวี้ยุ่งอยู่กับราชกิจ ดังที่เวินอวิ๋นเหมียนคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด แคว้นเหนือกำลังเกิดจลาจล
ยามนี้แคว้นหรงก่อความวุ่นวายบริเวณชายแดนหย่งโจว ส่วนแคว้นเหนือก็ยกทัพหมายยึดครองชายแดน
จวินเฉินอวี้ส่งทหารหนึ่งแสนนายไปปราบปรามเป็นอันดับแรก ทว่าแคว้นเหนือกลับจับมือกับแคว้นใต้ เมื่อเห็นว่าทหารหนึ่งแสนนายต้านทานไม่ไหว ราชสำนักจึงเร่งหารือเรื่องนี้เป็นการด่วน
ในรัชสมัยฮ่องเต้องค์ก่อน มีการยกทัพทำศึกทั้งเหนือใต้ ราษฎรเทียนเฉาตกทุกข์ได้ยาก ทหารบาดเจ็บล้มตายอย่างหนัก บัดนี้จวินเฉินอวี้ขึ้นครองราชย์ จึงเป็นช่วงเวลาที่ควรฟื้นฟูบ้านเมือง การทำศึกในยามนี้หาใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดไม่
แม่ทัพที่พอจะใช้งานได้ก็มีไม่มาก รองแม่ทัพผู้หนึ่งเสียชีวิตในสนามรบ ขวัญกำลังพลจึงถดถอยลงทุกที
ผลการหารือในท้ายที่สุดจึงเป็นการที่จวินเฉินอวี้จะเสด็จนำทัพด้วยพระองค์เอง
กำหนดวันไว้ในอีก 15 วัน
ยามนี้บุตรในครรภ์ของเวินอวิ๋นเหมียนและฮองเฮามีอายุได้ 4 เดือนแล้ว
