วันรุ่งขึ้น ข่าวเรื่องเซียวเจียวเจียวได้คืนฐานะกุ้ยเหรินพลันแพร่สะพัดไปทั่ววังหลวง ทุกคนต่างตกตะลึง
เหล่าสนมที่มาถวายคำนับฮองเฮาในตำหนักต่างพากันสีหน้าเปลี่ยน
แต่เป็นพระบัญชาของฮ่องเต้ ใครเล่าจะกล้าวิพากษ์วิจารณ์
ร่างกายของเสียนเฟยฟื้นตัวขึ้นบ้างแล้ว ยามนี้นางจึงได้นั่งในตำแหน่งแรกใต้ฮองเฮา นางกล่าวยิ้ม ๆ ว่า “ไม่คิดเลยว่าเซียวกุ้ยเหรินจะมีความสามารถถึงเพียงนี้ แต่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานพระสนมเหวี่ยนมาโดยตลอดมิใช่หรือ เหตุใดบัดนี้จึงไม่ทรงคำนึงถึงพระสนมเหวี่ยน แล้วปล่อยนางออกมาเล่า”
เมื่อเวินอวิ๋นเหมียนได้ฟัง ความสงสัยในใจพลันกระจ่างแจ้ง เมื่อคืนฮ่องเต้เสด็จออกจากตำหนักเสียนเฟยแล้วก็ไม่มีใครรู้ร่องรอยของพระองค์ ที่แท้ก็เสด็จไปตำหนักโยวนี่เอง
เสียนเฟยทุ่มเทแรงกายแรงใจไม่น้อยเพื่อผลักดันเซียวเจียวเจียว
“พระทัยของฮ่องเต้เปลี่ยนแปรไปบ้างก็เป็นเรื่องปกติ พวกเราเป็นเฟยผิน จะมีเหตุผลอันใดไปวิพากษ์วิจารณ์พระประสงค์เล่า” เวินอวิ๋นเหมียนยิ้มบาง
แววตาของเสียนเฟยเย็นเยียบลง มุมปากกระตุกเบา ๆ
ฮองเฮาเห็นดังนั้นจึงตรัสอย่างอ่อนโยนว่า “เอาละ เสียนเฟย ช่วงหลายวันนี้องค์ชายใหญ่เป็นอย่างไรบ้าง ร่างกายดีขึ้นบ้างหรือยัง”
พอเสียนเฟยเอ่ยถึงบุตร ในใจก็พลันหม่นหมอง
นางอุตส่าห์แย่งชิงให้กำเนิดองค์ชายใหญ่ได้ก่อน กลับถูกคนลอบทำร้าย
นางได้ฟังจากจางเม่ยแล้วว่า พิษในร่างองค์ชายใหญ่ไม่ได้ถูกวางโดยชายชุดดำในวันนั้น หากแต่พิษได้แทรกซึมเข้าสู่ร่างตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา
แม้ยามนี้จะถอนพิษได้ และไม่ถึงกับต้องพิการนอนติดเตียงในภายหน้า แต่ร่างกายก็จะอ่อนแอ เจ็บป่วยง่าย พูดเพียงไม่กี่คำก็หอบเหนื่อย
ฮ่องเต้ทรงกล้าหาญชำนาญศึก ทั้งบุ๋นและบู๊ล้วนเป็นเลิศ พระโอรสของพระองค์ย่อมต้องมีพรสวรรค์เช่นนี้ จึงจะมีคุณสมบัติสืบทอดราชบัลลังก์
