ฉินกุ้ยเหรินเอ่ยขึ้นข้างกายว่า “หลายวันมานี้ฮ่องเต้ทรงยุ่งกับราชกิจ แทบไม่ได้เสด็จมาฝ่ายใน มิใช่ว่าไม่อยากเสด็จมาเยี่ยมพี่หญิง พี่หญิงอย่าได้เสียพระทัยเพราะฮ่องเต้เป็นอันขาด”
“นั่นสิ หากฮ่องเต้เสด็จมาฝ่ายใน ย่อมต้องเสด็จมาที่นี่เป็นแห่งแรก เหนียงเหนียงเป็นคนที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานที่สุดมาโดยตลอด”
เวินอวิ๋นเหมียนฟังคำปลอบโยนของทั้งสองแล้วเพียงยิ้มบาง ๆ ก่อนรินชาให้พวกนาง นางจะเสียใจเพราะจวินเฉินอวี้ได้อย่างไร
นางมีเพียงความเสแสร้ง ไม่มีใจจริงแม้แต่น้อย
“คงเป็นเพราะช่วงตั้งครรภ์เปิ่นกงคิดมากไปบ้าง ไม่เป็นไร”
อวี้กุ้ยเหรินชะงักไปครู่หนึ่ง นางรู้ว่าฉินกุ้ยเหรินเป็นคนสนิทของเวินอวิ๋นเหมียน จึงไม่จำเป็นต้องปิดบังเรื่องบางอย่างจากฉินกุ้ยเหริน “เหนียงเหนียง ความจริงวันนี้หม่อมฉันมาหา ยังมีอีกเรื่องอยากกราบทูล”
“เรื่องใด?” เวินอวิ๋นเหมียนถามอย่างสงสัย
“คนกลุ่มที่ช่วยน้องสาวกับบิดามารดาของหม่อมฉันคราวก่อน น้องสาวเล่าว่าบนตัวพวกเขาคล้ายมีสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง เป็นตราเผ่าเมฆาดำ”
“หม่อมฉันกังวลว่าหากคนกลุ่มนั้นมีอำนาจมาก หรือมีที่มาคลุมเครือ แล้วผู้มีเจตนาไม่ดีรู้เข้า อาจส่งผลกระทบถึงเหนียงเหนียง จึงรีบมาทูลให้ทรงทราบก่อน”
“ตราเผ่าเมฆาดำ? เหตุใดจึงมีสัญลักษณ์ประหลาดเช่นนี้” เวินอวิ๋นเหมียนขมวดคิ้วเล็กน้อย ความกังวลของอวี้กุ้ยเหรินก็สมเหตุสมผล เวินอวิ๋นเหมียนพอใจยิ่งที่อวี้กุ้ยเหรินรอบคอบถึงเพียงนี้ คนเช่นนี้แหละที่นางต้องการไว้ข้างกาย
“ขอบใจน้องหญิงที่มาบอก เปิ่นกงทราบแล้ว”
ทั้งสองอยู่เป็นเพื่อนเวินอวิ๋นเหมียนที่หอจิ้งซู่พักหนึ่ง ทั้งสามเข้ากันได้อย่างกลมกลืนเป็นพิเศษ
เมื่อก่อนอวี้กุ้ยเหรินอยู่ข้างกายสนมซู มักหวาดหวั่นอยู่เสมอ แต่บัดนี้เมื่อมาอยู่ข้างกายพระสนมหยวนเฟย กลับรู้สึกสนิทสนมขึ้นมา คล้ายชีวิตมีสิ่งให้ตั้งตารอ
