ครั้นนางกดมือลงบนบ่าของคนผู้นั้น สนมซูก็เตรียมพร้อมจะหาเรื่องแล้ว
“เจ้าไม่ใช่ว่านกุ้ย...”
ยังพูดไม่ทันจบ เวินอวิ๋นเหมียนก็หันมามอง ดวงตาแดงก่ำ ครั้นเห็นว่าเป็นสนมซู จึงรีบคำนับ “สนมหม่อมฉันคารวะกุ้ยเฟยเหนียงเหนียง”
สนมซูชะงักไป หรี่ตาลงเล็กน้อย คาดไม่ถึงว่าจะเป็นนางจริง ๆ ใกล้ตายอยู่แล้วยังสงบนิ่งถึงเพียงนี้ “ฮ่องเต้ทรงมีพระอาการย่ำแย่ถึงเพียงนี้ เจ้ามาอยู่ที่นี่ทำอะไร เจ้าดูแลฮ่องเต้เช่นนี้หรือ”
เวินอวิ๋นเหมียนฝืนกลั้นอาการหอบ แสร้งกล่าวอย่างเศร้าโศก “หม่อมฉันดูแลฮ่องเต้อยู่ตลอด ไม่เคยห่างแม้แต่ก้าวเดียว เพียงแต่เมื่อครู่ได้ยินหมอหลวงบอกว่าอาการของฮ่องเต้ไม่ดี หม่อมฉันจึงอดเป็นห่วงไม่ได้ เลยหลบมาร้องไห้อยู่ตรงนี้เพคะ”
เวินอวิ๋นเหมียนตอบได้รอบคอบไร้ช่องโหว่ สนมซูจึงหาโอกาสเล่นงานนางไม่ได้
พอดีกับที่หมอหลวงร่วมแรงร่วมใจกันรักษา ฮ่องเต้ก็ฟื้นขึ้นมาในที่สุด
ดวงตาสนมซูเป็นประกาย รีบก้าวไปข้างพระวรกายฮ่องเต้ มองจวินเฉินอวี้ด้วยดวงตาคลอหยาดน้ำตา “ในที่สุดฮ่องเต้ก็ทรงฟื้นแล้ว หม่อมฉันเป็นห่วงแทบแย่เพคะ”
ใบหน้าหล่อเหลาของจวินเฉินอวี้ซีดขาว เส้นเลือดตรงลำคอปูดชัด สายพระเนตรมองข้ามสนมซูไปยังเวินอวิ๋นเหมียนที่กำลังร่ำไห้เงียบ ๆ
ในดวงตาของนางเต็มไปด้วยความห่วงใย
เมื่อได้ยินข่าวว่าฮ่องเต้ฟื้นแล้ว ฮองเฮาและคนอื่น ๆ ก็รีบมาถึง ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้ทรงประชวรกะทันหัน เฟยผินทั่วทั้งวังต่างพากันมุ่งหน้าไปยังตำหนักเฉาหยาง ฮองเฮาทรงมีพระวรกายอ่อนแอ แต่ก็ยังฝืนพระวรกายตามมา จนยามนี้พระบาทแทบไร้เรี่ยวแรง
“ฮ่องเต้ ทรงฟื้นแล้วหรือเพคะ” สุรเสียงฮองเฮาแหบพร่า ดวงตาคู่นั้นเห็นได้ชัดว่าเพิ่งผ่านการร้องไห้มา นางทรุดกายนั่งยอง ๆ ข้างแท่นบรรทม กุมพระหัตถ์จวินเฉินอวี้ไว้แน่น
