ระหว่างทางกลับตำหนักเหยาหวา กงกงหมิงก็กลับมารายงาน
เขาเล่าเรื่องของอวี้กุ้ยเหรินกับจิ้งเอ๋อร์เมื่อครู่ให้เวินอวิ๋นเหมียนฟังอย่างละเอียด
เวินอวิ๋นเหมียนนั่งอยู่บนเกี้ยว มุมปากยกขึ้นน้อย ๆ อวี้กุ้ยเหรินผู้นี้หลักแหลมยิ่งนัก เพียงไม่นานก็ไหวตัวทันว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งยังใช้แผนล่อจับไส้ศึกได้อย่างรวดเร็ว นับว่าเป็นคนเก่งกาจจริง ๆ
หากมิใช่เพราะนาง เกรงว่าหองกุ้ยเฟยคงถูกฮองเฮากำจัดไปนานแล้ว
อวิ๋นเฟยกล่าวอยู่ข้างกายว่า “เหนียงเหนียง อวี้กุ้ยเหรินผู้นี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ เมื่อครู่นางไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อเหนียงเหนียง มิสู้ส่งคนไปจัดการนางเสีย จะได้ไม่ต้องปล่อยให้นางคอยออกความคิดให้หรงกุ้ยเฟยทำร้ายเหนียงเหนียงอีก”
เมื่อนึกถึงความอำมหิตของอวี้กุ้ยเหรินในวันนี้ อวิ๋นเฟยก็รู้สึกว่าน่าจะกำจัดนางเสียตั้งแต่แรก คนที่ลอบทำร้ายเหนียงเหนียงครั้งแล้วครั้งเล่าก็คือนางมิใช่หรือ
เวินอวิ๋นเหมียนไม่แปลกใจกับคำพูดนี้ของอวิ๋นเฟย แม้สาวน้อยผู้นี้จะไม่ฉลาดเท่าอวิ๋นหย่าง แต่ทำการใดก็เด็ดขาดฉับไว ไม่ชักช้ารีรอ ยิ่งกว่านั้น การใช้ชีวิตในวังหลวง การใจอ่อนต่อศัตรูถือเป็นข้อห้ามใหญ่หลวงที่สุด
ดังนั้นเวินอวิ๋นเหมียนจึงมิได้แก้ความคิดของนาง
ขอเพียงไม่ทำร้ายผู้ใดโดยไร้เหตุผลก็พอ
ยิ่งกว่านั้น บัดนี้นางก็เข้าใจแล้วว่าอวี้กุ้ยเหรินไม่มีความกล้าพอจะทรยศหรงกุ้ยเฟย
เพราะอวี้กุ้ยเหรินมีประโยชน์ต่อนางยิ่งนัก นางจึงไม่อยากแสดงความภักดีอย่างโจ่งแจ้ง การปล่อยให้อวี้กุ้ยเหรินอยู่ข้างกายหรงกุ้ยเฟยต่อไป ย่อมทำให้หรงกุ้ยเฟยดำเนินไปตามแผนของนางได้ดียิ่งขึ้น
ทว่าเรื่องนี้คงยังไม่มีความคืบหน้าในยามนี้ สิ่งที่ทำให้เวินอวิ๋นเหมียนตั้งตารอ กลับเป็นเรื่องของวันพรุ่ง
