อวิ๋นหย่างร่ำไห้จนเสียงแหบ ร่างกายสั่นเทาไปทั้งร่าง “กุ้ยเฟยเหนียงเหนียง...สิ้นพระชนม์แล้ว!”
ถ้อยคำนี้ประหนึ่งสายฟ้าฟาดกลางใจจวินเฉินอวี้
รูม่านตาของเขาหดเล็กลงแทบจะในทันที ร่างกายและไหล่กว้างแข็งทื่อขึ้นจนเห็นได้ชัด
เขาไม่อาจทำใจเชื่อคำพูดนี้ได้
เส้นเลือดตรงลำคอปูดโปนขึ้นฉับพลัน หยกประจำเอวกระทบกันส่งเสียงเสียดหูในชั่วพริบตา เงาร่างของเขาพุ่งมาถึงตรงหน้าอวิ๋นหย่างแทบจะทันที
มือที่เส้นเลือดปูดโปนด้วยโทสะบีบคอนางไว้ ในดวงเนตรหงส์มีสีแดงฉานเอ่อล้น
เสียงของเขาไม่ดังนัก ค่อย ๆ เค้นออกมาจากแนวกรามที่ขบแน่น “เจ้าพูดเหลวไหลอะไร?”
“ใครอนุญาตให้เจ้าพูดจาเหลวไหล! เชื่อหรือไม่ว่าเราจะตัดหัวเจ้าทิ้งเดี๋ยวนี้!” ในดวงตาจวินเฉินอวี้มีประกายเลือดวูบผ่าน ข้อนิ้วแข็งกระด้างซีดขาว
อวิ๋นหย่างถูกบีบคอจนหายใจไม่ออก
บัดนี้ฮ่องเต้รู้จักเสียใจแล้วหรือ?
ยามผลักเหนียงเหนียงให้จากไปทีละก้าว เขาเคยสำนึกขึ้นมาบ้างหรือไม่!
ทันใดนั้น เสียงร้องไห้ในตำหนักก็พัดมากับลมหนาว “เหนียงเหนียง!”
ทุกคนคุกเข่าลงพร้อมกัน
เสียงโศกเศร้าคร่ำครวญดังแสบหูท่ามกลางราตรี
หนีอวี้เหิงหน้าซีดเผือด คุกเข่าลงอย่างหมดแรง ร่างแทบทรุด “ฮ่องเต้ กุ้ยเฟยเหนียงเหนียง...สิ้นพระชนม์แล้วพ่ะย่ะค่ะ...”
เสียงร้องไห้ในตำหนักดังระลอกแล้วระลอกเล่า กระแทกใจจวินเฉินอวี้
ทั้งที่ในตำหนักไม่มีลม ทว่าจวินเฉินอวี้กลับรู้สึกว่าลมหนาวสายนี้พัดจนเลือดในกายแข็งตัว ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วร่างและโถมเข้าใส่สมอง
