ขันทีน้อยเห็นฮองเฮาแล้วก็ทรุดเข่าลง ตัวสั่นเทา ทว่าไม่คิดเลยว่าคนข้างกายฮองเฮาจะกดแขนเขาไว้ แล้วเข้าค้นตัวทันที
เป็นดังคาด ค้นพบจดหมายฉบับหนึ่ง
ซั่วชุนรีบส่งจดหมายให้ฮองเฮา
ฮองเฮาคลี่จดหมายออกอย่างเกียจคร้าน เมื่อเห็นว่าบนจดหมายเป็นลายมือของคนตระกูลกู้ ซึ่งเขียนถึงเวินอวิ๋นเหมียนเพื่อชี้แจงเรื่องส้มบรรณาการ นางก็หัวเราะเบา ๆ
ตระกูลกู้ฉลาดไม่น้อย รู้จักไปขอความช่วยเหลือจากพระสนมหยวนเฟยเป็นอันดับแรก
แต่ก็ไร้ประโยชน์
ฮองเฮาเก็บจดหมายไว้ แม้สีหน้าจะอิดโรย ทว่าบารมีของฮองเฮาผู้เป็นใหญ่ในวังหลังก็ยังคงอยู่ ต่อให้นางเอนกายอยู่บนเตียง ความน่าเกรงขามก็ไม่ลดน้อยลง
นางมองขันทีน้อยจากที่สูงแล้วถามว่า “เป็นเจ้าที่คอยส่งจดหมายระหว่างตำหนักเหยาหวากับตระกูลกู้มาโดยตลอดหรือ?”
ระหว่างพูด ฮองเฮาก็ถือจดหมายไว้เหนือเปลวเทียน
ไม่นานกระดาษจดหมายก็ลุกไหม้ ควันดำลอยกรุ่น นางจึงค่อยโยนจดหมายลงพื้นอย่างเกียจคร้าน
เดิมทีขันทีน้อยไม่คิดจะตอบ อย่างไรเสียงานในตำหนักเหยาหวาก็ไม่อาจนำไปบอกคนนอกได้ตามใจ ทว่าขันทีหลายคนที่อยู่ข้าง ๆ กลับหยิบเครื่องทรมานนิ้วซึ่งทำจากไม้กลมสั้นห้าท่อนผูกต่อกันด้วยเชือกออกมา
นิ้วของขันทีน้อยถูกสอดเข้าไปในเครื่องทรมาน
เมื่อเห็นภาพนี้ ทั้งร่างของขันทีน้อยก็สั่นเทา “ฮองเฮา บ่าวทำผิดอันใด ขอฮองเฮาโปรดชี้แจงด้วย...”
ฮองเฮาเลิกคิ้วอย่างเย็นชา “เจ้าไม่ได้ทำผิดอันใด แต่ปากแข็งนัก เมื่อไม่คิดตอบคำถามของเปิ่นกง ก็ต้องให้เจ้าลิ้มรสความทุกข์เสียบ้าง”
ซั่วชุนสั่งทันที “ลงมือ!”
