เว่ยอวี่หมดสิ้นเรี่ยวแรงที่จะต่อต้าน นางร่ำไห้สะอึกสะอื้น “หากบ่าวสารภาพทุกอย่าง นายหญิงน้อยจะไว้ชีวิตคุณชายสวี่ได้จริงหรือ?”
ฉินปี้เยวี่ยมองนางอย่างเฉยชา “ข้าไม่เคยหลอกเจ้า”
เว่ยอวี่กลั้นน้ำตาแล้วกล่าว “เป็นคุณชายสวี่ เขาบอกว่าจะรับข้าเข้าบ้านเป็นภรรยา ทั้งยังบอกให้ข้าหาโอกาสขอร้องนายหญิงน้อย ให้ข้าออกจากวังไปแต่งกับเขา”
“ข้าเองก็เลอะเลือน หลงเชื่อคำพูดเขา คิดว่าเป็นความจริง ต่อมาครั้งหนึ่งบ่าวกลับเข้าวังไม่ทันเวลา ก็เพราะดื่มสุราไปหลายจอก จึงมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคุณชายสวี่...”
“ครั้นข้าเขียนจดหมายถามเขาว่าจะรับข้าเข้าบ้านเมื่อใด เขาถึงบอกว่า ก่อนหน้านั้นเขาพบสตรีนางหนึ่งที่หอนางโลม ดื่มจนเมามายแล้วมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับนางเช่นกัน”
“ภายหลังสตรีนางนั้นมาหาเขา บอกว่าตั้งครรภ์ หากคุณชายสวี่ไม่ไถ่ตัวนาง นางก็จะไปก่อเรื่องถึงที่ว่าการ เรียกร้องความเป็นธรรม”
กล่าวถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเว่ยอวี่เต็มไปด้วยความทุกข์ “คุณชายสวี่เป็นบัณฑิตผู้มีความสามารถ วันหน้าต้องเข้าสอบขุนนาง จะปล่อยให้หญิงหอนางโลมผู้นั้นทำลายชื่อเสียงไม่ได้ เขาจึงวิงวอนให้ข้าหาเงินก้อนหนึ่ง ช่วยไถ่ตัวหญิงผู้นั้น”
ฉินปี้เยวี่ยฟังแล้วขมวดคิ้วแน่น “แล้วเจ้าก็ตกลง? เพื่อเงินก้อนนั้น เจ้าจึงทรยศข้า หักหลังข้า?”
เว่ยอวี่กัดริมฝีปาก “ขออภัย นายหญิงน้อย บ่าวไม่มีทางเลือกจริง ๆ”
ลั่วเยี่ยนกัดฟันกรอด ตวาดด้วยโทสะ “เขามีสัมพันธ์กับหญิงหอนางโลมก็ช่างเถิด เจ้ายังจะทรยศนายหญิงน้อย ไปไถ่ตัวหญิงผู้นั้นอีกหรือ? สมองเจ้าถูกสุนัขคาบไปกินแล้วหรือไร บุรุษผู้นั้นร่ายมนตร์ใดใส่เจ้ากันแน่!”
