เวินอวิ๋นเหมียนตัดสินใจแน่วแน่ในใจแล้ว ก็ได้ยินจวินเฉินอวี้เอ่ยขึ้นขณะอ่านฎีกาว่า “อีกไม่นานลูกพี่ลูกน้องหญิงของเจ้าก็จะแต่งงาน ในฐานะพี่สาว เจ้าคงอยากพบหน้านางด้วยตาตนเองเป็นแน่ เราจึงอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ ให้เข้าวังมาพบเจ้าในวันมะรืนนี้ ดีหรือไม่?”
เวินอวิ๋นเหมียนชะงักไป นางกับโม่เวย ลูกพี่ลูกน้องหญิง ไม่ได้พบกันมานานแล้ว ในชาติที่แล้ว เพราะตระกูลกู้ตกอับ ลูกพี่ลูกน้องหญิงจึงถูกผู้คนในเมืองหลวงดูแคลนมาโดยตลอด ต่อมานางติดตามท่านตาและท่านยายกลับบ้านเกิด แล้วแต่งกับลูกพี่ลูกน้องชายห่าง ๆ ผู้หนึ่ง
เพียงแต่ยามนั้นนางได้เป็นหวงกุ้ยเฟยแล้ว ร่างกายของฮ่องเต้ก็ทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ เวินอวิ๋นเหมียนยังเอาตัวเองแทบไม่รอด จึงไม่รู้ว่าภายหลังลูกพี่ลูกน้องหญิงเป็นอย่างไรบ้าง
ครั้นนางได้เป็นไทเฮา แล้วส่งคนไปสอบถามความเป็นอยู่ของโม่เวย จึงได้รู้ว่านางถึงกับเสียชีวิตขณะคลอดบุตร
เวินอวิ๋นเหมียนจึงรับบุตรสาวเพียงคนเดียวของนางมาเลี้ยงไว้ในวัง อุ้มชูอยู่ข้างกาย
บัดนี้เมื่อนึกถึงเรื่องเหล่านั้นขึ้นมาอีกครั้ง ก็รู้สึกราวกับผ่านไปคนละภพชาติ
“หม่อมฉันขอบพระทัยฮ่องเต้”
ระหว่างที่กำลังพูดกัน ก็เห็นท่านกงกงลู่เร่งฝีเท้าเข้ามา ก่อนหยุดยืนอย่างนอบน้อมตรงหน้าจวินเฉินอวี้
“กราบทูลฮ่องเต้ เมื่อครู่ทางศาลาคุมกฎส่งข่าวมาว่า ทาสที่ต้องโทษเว่ยอวี่ยอมสารภาพแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
นิ้วยาวเรียวของจวินเฉินอวี้ที่กำลังตรวจฎีกาหยุดชะงัก ดวงตาคมกริบเงยขึ้น “โอ้? นางสารภาพว่าใครเป็นผู้บงการ?”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงเย็นเยียบของจวินเฉินอวี้ มือที่กำลังฝนหมึกของเวินอวิ๋นเหมียนก็หยุดลงเช่นกัน นางเหลือบตาขึ้น แอบมองสีหน้าของจวินเฉินอวี้
จากนั้นก็ได้ยินท่านกงกงลู่กราบทูลอย่างนอบน้อม “กราบทูลฮ่องเต้ เว่ยอวี่กล่าวว่า ยาพิษบนไม้ที่ใช้เชิดหุ่นหนังนั้น นางติดสินบนขันทีน้อยให้ร่วมมือทำ อีกทั้งตอนติดตามตาอิ้งฉินไปตำหนักเหยียนซี นางก็แอบซ่อนไว้ที่นั่น ทั้งหมดเป็นฝีมือของนางที่คิดปองร้ายนายหญิงของตนเองพ่ะย่ะค่ะ”
