เมื่อได้ยินคำพูดของหยางกุ้ยเหริน จิ่นซิ่วก็เอ่ยขึ้นด้วยดวงตาเป็นประกายทันทีว่า “นายหญิงน้อยช่างฉลาดจริงแท้”
หยางกุ้ยเหรินยกมุมปากขึ้น “พระสนมหยวนเฟยฉลาดถึงเพียงนั้น ไม่เพียงเข้าวังมาได้ปีสองปีก็ขึ้นสู่ตำแหน่งเฟย ทั้งยังเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ถึงเพียงนี้ ย่อมต้องมีความสามารถของตนเองอยู่แล้ว บัดนี้ข้าเลียนแบบนางเพื่อเอาพระทัยไทเฮา ย่อมต้องสำเร็จแน่”
แม้นางต้องพึ่งพาเสียนเฟย แต่ก็ต้องรู้จักวางแผนเพื่อตนเองด้วย ดังนั้นครั้งนี้นางจะชิงลงมือก่อน
คิดได้ดังนั้น หยางกุ้ยเหรินก็สั่งจิ่นซิ่วทันที “ฉากกั้นภาพนี้ต้องหาช่างฝีมือจากนอกวังมาทำ เจ้าจงหาทางออกจากวัง ไปหาช่างฝีมือที่เก่งกาจมาให้ข้าสักหลายคน แล้วให้พวกเขาสร้างสิ่งเหล่านี้ออกมาโดยเร็ว”
จิ่นซิ่วขานรับด้วยความยินดี “บ่าวเข้าใจแล้ว”
……
หลังหยางกุ้ยเหรินออกจากตำหนักเหยาหวา อวิ๋นหย่างก็เอ่ยขึ้นทันที “เหนียงเหนียง บ่าวตรวจดูข้าวของภายในตำหนักหลังเสี่ยวหมิงจื่อพาคนมาแล้ว พบว่ากระดาษหายไปหนึ่งแผ่น”
เวินอวิ๋นเหมียนมองกระดาษเซวียนจื่อที่อวิ๋นหย่างยื่นมาให้ ก่อนยกมุมปากขึ้น “ปล่อยนางไปเถิด”
คิดจริงหรือว่าข้าวของของนางจะขโมยไปได้ตามใจชอบ?
ขณะกำลังพูด สู่ขุยก็เข้ามาจากด้านนอก นางส่งจดหมายให้เวินอวิ๋นเหมียน “เหนียงเหนียง นี่เป็นจดหมายที่ตระกูลกู้ส่งเข้ามา”
เวินอวิ๋นเหมียนเปิดอ่าน ข้างในเป็นลายมือของโม่เวย แจ้งว่านางรวบรวมเสบียงจากต่างถิ่นไว้ได้ไม่น้อย และขนส่งมาถึงเมืองหลวงแล้ว
ถึงเวลานั้นเพียงนำข้าวสารไปต้มเป็นน้ำข้าว แล้วแจกจ่ายให้ชาวบ้านก็เพียงพอ
เพียงแต่ยามนี้ฝนตกน้อยลงบ้าง ยังไม่ถึงขั้นแห้งแล้งรุนแรง ชาวบ้านทั่วเมืองหลวงจึงยังพออยู่เย็นเป็นสุข
