สามวันก่อน
เวินอวิ๋นเหมียนได้รับจดหมาย ครั้นทราบว่าฉินเจาบาดเจ็บ เดิมทีนางไม่อยากยื่นมือเข้าไปยุ่ง ทว่าพอเห็นจดหมายวางอยู่ตรงนั้น กลับไม่อาจสงบใจลงได้ไม่ว่าอย่างไร
นางนิ่งเงียบอยู่นาน สุดท้ายก็ยังหยิบจดหมายขึ้นมา
ช่างเถิด ยกเว้นให้สักครั้ง
เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
เวินอวิ๋นเหมียนจึงรีบจัดการให้หนีอวี้เหิงเดินทางไปด่านผิงหยาง
ยามหนีอวี้เหิงมาถึง เขาถึงกับมึนงง ชี้หน้าตนเองพลางถามว่า “ข้า... ป่วยหรือ?”
เวินอวิ๋นเหมียนพยักหน้า “ใช่ เจ้าไม่สบาย”
“เหตุใดข้าถึงไม่รู้ว่าตนเอง...” เขายังพูดไม่ทันจบ เวินอวิ๋นเหมียนก็ยัดถุงหนักอึ้งใส่อ้อมแขนเขาดังตุบ
หนีอวี้เหิงกดมือทั้งสองลงตามน้ำหนักอันหนักอึ้ง ดวงตาพลันสว่างวาบ “ว้าว!”
เวินอวิ๋นเหมียนเลิกคิ้วมองเขา แววตาเปี่ยมความเอ็นดู “พอหรือยัง คุณชายใหญ่หนี”
“พอแล้ว พอแล้ว เหนียงเหนียงลงมือทีไร ก็ทำให้ใจข้าหวั่นไหวทุกครั้ง”
หนีอวี้เหิงเก็บทองหนักอึ้งเข้าไป ใบหน้าหล่อเหลางดงามเต็มไปด้วยความยินดี “เช่นนั้นข้าจะไปบอกผู้อำนวยกรมหมอหลวงว่าป่วย แล้วขอลาสักสองสามวัน”
เวินอวิ๋นเหมียนพยักหน้า “ไปเถิด”
“แล้วพอกลับมา...”
“กลับมาแล้วจะให้รางวัลเจ้าเป็นเรือนหลังใหญ่กว่าเดิม” เวินอวิ๋นเหมียนคุ้นชินเสียแล้ว การปลอบหนีอวี้เหิงจึงไม่ใช่เรื่องยาก
อย่างไรหนีอวี้เหิงก็ติดตามนางและเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย
หนีอวี้เหิงพลันรู้สึกฮึกเหิมเต็มเปี่ยม จึงส่งหีบหยกฝังทองของตนให้เวินอวิ๋นเหมียน “หลายวันระหว่างที่ข้าออกจากเมืองหลวง ฝากเหนียงเหนียงดูแลมันด้วย”
เวินอวิ๋นเหมียนขมวดคิ้ว “ข้าหรือ?”
ให้ดูแลหีบใบหนึ่งหรือ?
“ดูแลมันให้ดี อย่าให้ผู้ใดงัดหยกที่ฝังไว้ออกไป”
เวินอวิ๋นเหมียน “...”
พอเห็นเวินอวิ๋นเหมียนไม่พูด หนีอวี้เหิงก็รีบกล่าว “หากหีบไม่อยู่ในที่ปลอดภัย ข้าก็ไม่ไป”
อวิ๋นหย่างกับอวิ๋นเฟยสบตากัน มีเพียงหนีอวี้เหิงเท่านั้นที่เอาแต่ใจต่อหน้าเหนียงเหนียงได้ถึงเพียงนี้
แต่หมอหลวงหนีหน้าตาหล่อเหลา ประหนึ่งบัณฑิตจิ้งจอก ผู้ใดเห็นก็ล้วนเจริญตา ไม่น่าแปลกที่เหนียงเหนียงจะเอ็นดูเขา
เวินอวิ๋นเหมียนจนปัญญาจะขัดใจเขา ทำได้เพียงพยักหน้า “รู้แล้ว”
