เวินอวิ๋นเหมียนยิ้มบาง ดวงตาคู่นั้นมีประกายระยิบระยับ “เจ้ามั่นใจถึงเพียงนี้ แล้วข้าจะชอบเจ้าได้หรือไม่?”
หลังจากฉินเจาเปิดใจได้แล้ว แม้แต่แววตาที่มองเวินอวิ๋นเหมียนก็ยังอ่อนหวานขึ้นไม่น้อย ดวงตาเย็นชาคู่นั้นเจือแววเย้ายวน “นั่นก็ต้องดูว่าข้าแสดงออกได้ดีเพียงใด”
เวินอวิ๋นเหมียนหัวเราะเบา ๆ กำลังจะเอ่ยปาก พลันเห็นสิ่งหนึ่งติดอยู่บนไหล่ฉินเจา คล้ายขนนก
คนในวังหลวงฮ่องเต้แคว้นเยว่ปรนนิบัติกันอย่างไรกัน?
เวินอวิ๋นเหมียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “มีอะไรติดอยู่บนไหล่เจ้า”
ฉินเจาเลิกคิ้วอย่างฉงน “ติดอะไรหรือ?”
เขาเหลือบมอง ทว่าไม่เห็นสิ่งใดเลย
ขนตาของเวินอวิ๋นเหมียนขยับไหว นางยื่นมือออกไปหมายจะชี้ให้เขาดู คาดไม่ถึงว่ามืออันแข็งแกร่งของเขาจะคว้าข้อมือนางไว้
เขาออกแรงเพียงเล็กน้อย เวินอวิ๋นเหมียนก็ถูกดึงเข้ามาอยู่ตรงหน้า “ช่วยข้าหน่อย”
ม่านตาของเวินอวิ๋นเหมียนไหววูบ นางดูออกว่าเขาจงใจ มุมปากจึงกระตุกน้อย ๆ “ข้าก็ไม่เห็นว่ามันอยู่ตรงไหน”
ฉินเจาเลิกคิ้ว มองไปยังเส้นผมของเวินอวิ๋นเหมียน “แต่ข้าเห็นอะไรบางอย่างบนหัวเจ้า ให้ข้าช่วยหยิบออกมา”
เวินอวิ๋นเหมียนยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ฉินเจาก็โอบเอวนางแล้วยกขึ้น วางลงบนโต๊ะทรงงานของตน
ตำหนักฮ่องเต้แคว้นเยว่เป็นที่ประทับของฉินเจา คนอื่นจึงเข้าใกล้ไม่ได้แม้แต่น้อย ทว่าเวินอวิ๋นเหมียนกลับนั่งอยู่บนโต๊ะที่ฮ่องเต้ใช้ตรวจฎีกาเช่นนี้
“เจ้าทำอะไร?”
เห็นเวินอวิ๋นเหมียนกำลังจะลงจากโต๊ะทรงงาน ฉินเจาก็ยันแขนทั้งสองข้างลงบนโต๊ะ ร่างสูงใหญ่โน้มลงมาจ้องนาง
