จวินเฉินอวี้ขมวดคิ้วลึก “การปลอบประโลมจิตใจผู้คนย่อมสำคัญที่สุด เจิ้นเข้าใจความหมายของพวกเจ้า”
เหล่าขุนนางที่ยืนอยู่ ณ ที่นี้ ล้วนต้องการเตือนฮ่องเต้ให้ทรงอภัยโทษกักบริเวณสนมซู เพื่อให้สกุลฉินยังคงรับใช้ราชวงศ์ต่อไป
แต่เมื่อฮ่องเต้ทรงมีพระดำริอยู่ในพระทัยแล้ว เหล่าขุนนางชราก็ไม่สะดวกจะกล่าวมากความ จึงพร้อมใจกันกราบทูลลา
จวินเฉินอวี้วางสิ่งของในมือลง ท่านกงกงลู่เดินเข้ามาพร้อมถ้วยน้ำแกงโสม “ฝ่าบาททรงเหน็ดเหนื่อย โปรดเสวยน้ำแกงโสมสักหน่อยเพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้าพ่ะย่ะค่ะ”
“ไปเตรียมการเสีย คืนนี้เจิ้นจะไปศาลามู่ตานสักครั้ง”
ท่านกงกงลู่ชะงักไป “แต่คืนนี้ฝ่าบาททรงเลือกป้ายของเล่อตาอิ้งแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จวินเฉินอวี้ไม่มีอารมณ์จะพูดมาก เขาไม่ได้ประทับใจเล่อตาอิ้งผู้นี้นัก เพียงเห็นว่านางเป็นคนเหลาะแหละ บางคราก็พอทำให้เขาสำราญและคลายเบื่อได้
แต่ตอนนี้เขาจะมีใจไปหาความสำราญที่ไหน “ให้นางกลับไปก็แล้วกัน”
ท่านกงกงลู่รีบรับคำ
ส่วนเวินเล่อเยียนในเวลานี้ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย
ครั้นรถเฟิ่งหลวนชุนเอินมารับ นางก็พบกับสนมฮุ่ยที่กำลังมาสนทนากับเสียนเฟยพอดี ทว่านางมัวแต่แต่งหน้าแต่งตาจัดจ้าน ไม่เห็นสนมฮุ่ยอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย พอพบหน้ากันก็ไม่รู้จักคำนับ
สนมฮุ่ยเองก็ไม่ใช่คนที่ใครจะรังแกได้ง่าย ๆ หลายวันมานี้นางได้ยินเรื่องเล่อตาอิ้งผู้นี้มาบ้าง รู้ว่านางเป็นคนที่สนมซูสนับสนุน จึงรู้ทันทีว่าคงไม่ใช่คนดีอะไร
สนมซูถูกกักบริเวณอยู่แท้ ๆ ยังไม่รู้จักสำรวม นึกไม่ถึงว่าคนที่นางสนับสนุนจะไร้กฎเกณฑ์เช่นนี้ด้วย
เซี่ยเอ่อร์ที่อยู่ข้างกายเอ่ยตำหนิ “สนมฮุ่ยเหนียงเหนียงอยู่ตรงนี้ นายหญิงน้อยควรทำตามธรรมเนียม คำนับและถวายความเคารพเพคะ”
