อวิ๋นหย่างชะงักงัน “บ่าวไม่ค่อยเข้าใจเจ้าค่ะ”
เวินอวิ๋นเหมียนยิ้มบาง “ฮ่องเต้ทรงเกลียดชังการยุ่งเกี่ยวกับราชกิจของฝ่ายในที่สุด เว้นแต่จะเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงอนุญาต วันนี้ซูฉางจ้ายไปยุยงเฟยผินหลายคนให้ไปเป่าหูฉุนกุ้ยเหริน นางย่อมเกลียดชังข้ามากขึ้น และต้องกล่าวร้ายข้าต่อหน้าฮ่องเต้อย่างไร้สติเป็นแน่”
“เจ้าว่านางเพิ่งคิดเล่นงานข้าไปหยก ๆ ท่านอ๋องแห่งปานเอ่อร์ปู้ก็ยื่นฎีกาเล่นงานตระกูลกู้ต่อทันที ฮ่องเต้จะทรงนึกไม่ออกหรือว่าฝ่ายในกับราชสำนักร่วมมือกัน? การอาฆาตพระสนมที่ฮ่องเต้โปรดปราน แล้วใส่ร้ายขุนนางที่พระองค์ทรงไว้วางใจด้วยวิธีการไร้ยางอาย หากกล่าวให้ร้ายแรงก็คือการก่อความปั่นป่วนในราชสำนัก”
อวิ๋นหย่างเฉลียวฉลาด เมื่อเวินอวิ๋นเหมียนชี้แนะเพียงเท่านี้ นางก็เข้าใจในทันที “นายหญิงน้อยกับเจ้านายทุกท่านในตระกูลกู้ล้วนมีคุณธรรมบริสุทธิ์ ไร้ความผิดแม้แต่น้อย คำใส่ร้ายของพวกเขามีแต่จะทำให้ฮ่องเต้ทรงไว้วางใจนายหญิงน้อยกับคนตระกูลกู้มากขึ้น!”
ผิวขาวผ่องของเวินอวิ๋นเหมียนยิ่งดูเปล่งประกายใต้แสงเทียนอันนุ่มนวล “ข้าจะคอยหนุนฉุนกุ้ยเหรินให้ก่อเรื่องตามใจชอบ ปล่อยให้นางตกเป็นเป้าสายตาของผู้คน ข้าจึงจะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง”
นางยกมุมปากขึ้นอย่างเย็นชา “อีกอย่าง พระสนมซูเพิ่งพ้นโทษกักบริเวณ ย่อมต้องการความโปรดปราน แล้วฉุนกุ้ยเหรินกลับครองฮ่องเต้อยู่ตลอดเวลา เจ้าคิดว่าพระสนมซูจะทนได้อีกนานเพียงใด?”
อวิ๋นหย่างกับอวิ๋นเฟยสบตากัน ในที่สุดก็เข้าใจความหมายของนายหญิงน้อย
“นายหญิงน้อยหลักแหลมยิ่งนัก ทำเช่นนี้พวกเราก็ซ่อนคมไว้ แล้วคอยดูพวกนางแก่งแย่งกันได้แล้ว”
เวินอวิ๋นเหมียนหัวเราะเบา ๆ พลางอ่านหนังสือต่อ “พูดได้ไม่ผิด พวกเราเป็นเพียงคนที่น่าสงสาร ถูกผู้อื่นรังแกเท่านั้น”
แน่นอนว่านางจะไม่ยอมถูกกลั่นแกล้งโดยเปล่าประโยชน์ นางต้องทำให้แน่ใจว่าเรื่องทั้งหมดนี้จะไปถึงพระกรรณฮ่องเต้
