ก่อนคนด้านนอกตำหนักจะเข้ามา เวินอวิ๋นเหมียนก็หันไปมองจวินเฉินอวี้ “ฝ่าบาท คำพูดของหมอตำแยจางมีต้นสายปลายเหตุ หม่อมฉันเองก็อยากซักถามนางสักสองสามคำ”
จวินเฉินอวี้พยักหน้า “อยากถามสิ่งใดก็ถาม มีเราอยู่ เจ้าหาได้ต้องหวาดกลัวไม่”
เวินอวิ๋นเหมียนพยักหน้า ดวงตาเย็นชาจับจ้องหมอตำแยจาง
“เปิ่นกงถามเจ้า ยามวางแผนให้คนสับเปลี่ยนองค์ชาย เปิ่นกงเป็นผู้ไปพบเจ้าด้วยตนเองหรือ? หรือมีผู้ใดส่งข่าวให้เจ้า?”
หมอตำแยจางมองเวินอวิ๋นเหมียน กลืนน้ำลายอย่างประหม่า “เป็นสามีของข้าน้อย สือเหยียนอู่ เล่าให้ฟัง ข้าน้อยไม่เคยพบพระสนมเหวี่ยนเหนียงเหนียงเลย”
ทุกคนมองเวินอวิ๋นเหมียนด้วยความไม่เข้าใจ แม้แต่ไทเฮาก็หรี่พระเนตรลงเล็กน้อย
นางอยากเห็นนักว่า สตรีผู้ทำให้ฮ่องเต้ผู้ยึดมั่นในหลักการและมีขีดจำกัดมาโดยตลอด ลุ่มหลงจนหัวปักหัวปำผู้นี้ แท้จริงแล้วมีความสามารถเช่นไร
เวินอวิ๋นเหมียนละสายตา มิได้ซักถามหมอตำแยจางต่อ หากหันไปมองสือเหยียนอู่แทน
“ก่อนเจ้าพบอวิ๋นเฟยเมื่อคืนนี้ เคยติดต่อกันมาก่อนหรือไม่?”
สือเหยียนอู่ข่มความเจ็บปวดตรงนิ้วที่ถูกคีบไว้ ก่อนพยักหน้าอย่างหนักแน่น “แน่นอนว่าติดต่อกัน ป่านตี้ให้เงินข้าบ่อยครั้ง แม้แต่เมื่อวานก็เป็นนางที่มอบเงินก้อนใหญ่ให้ ข้าถึงได้ช่วยนางจัดการเรื่องนี้!”
“แต่เรื่องทั้งหมดนี้ต้องขอบพระทัยเหนียงเหนียง หากมิใช่เพราะท่าน พวกเราก็คงไม่มีเงินมากมายให้พ่อข้ารักษาโรค”
อวิ๋นเฟยถุยน้ำลาย “เจ้าพูดเหลวไหล! เจ้ามันก็แค่นักพนัน หลายปีไม่กลับบ้าน ท่านลุงป่วย ข้าก็เป็นคนมอบเงินให้ท่านลุงซื้อยาโดยตรง แล้วข้าเคยให้เงินเจ้าเมื่อใด?”
