หนิงซวงเสวี่ยจึงทำท่าทางงุนงงไร้เดียงสา ทั้งยังพิงซบอยู่ในอ้อมแขนจวินเฉินอวี้ด้วยสีหน้าคับข้องใจและหวาดกลัว
“ท่านพี่ พวกนาง...พวกนางกล่าวหาข้าได้อย่างไร ข้าไม่ได้โกหก สุนัขตัวนั้นพุ่งเข้ามาหาข้าจริง ๆ คนในสวนหลวงตั้งมากมายล้วนเห็นกับตา อีกทั้ง...ฉินผินนาง...”
“นางเป็นอะไร?” จวินเฉินอวี้ปลอบประโลมนาง มือเรียวยาวลูบแผ่นหลังเบา ๆ ให้นางสงบลง ไม่ตื่นเต้นจนเกินไป
หนิงซวงเสวี่ยเม้มริมฝีปาก นางเห็นแววตาเย็นชาของเวินอวิ๋นเหมียน แต่ในใจมั่นใจว่าจะต้องเป็นฝ่ายชนะ จึงแสร้งทำท่าหวาดหวั่นแล้วเม้มปาก “ซวงเสวี่ยพูดไม่ได้...”
แววตาจวินเฉินอวี้เย็นลง “เรายืนอยู่ข้างเจ้า มีเรื่องใดไม่เป็นธรรมก็พูดมา เราจะตัดสินให้เจ้าเอง”
ริมฝีปากหนิงซวงเสวี่ยสั่นระริก ราวกับแสดงความใจดีและอดกลั้นออกมาได้ถึงขีดสุด
“หากพูดออกไป ท่านพี่คงลำบากใจ ซวงเสวี่ยซาบซึ้งยิ่งนักที่ได้ติดตามท่านพี่กลับเข้าวังมา ไม่อยากก่อความวุ่นวายจนกิจการทั้งหกตำหนักไม่สงบ”
แววตาจวินเฉินอวี้เผยความสงสาร “อยู่ต่อหน้าเรา เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ความถึงเพียงนั้น”
เหยียนฉางจ้ายมองท่าทางของนางแล้วกลอกตาอย่างรำคาญ
เห็นหนิงซวงเสวี่ยยังคงใจดี ไม่ยอมเอ่ยปาก จวินเฉินอวี้ก็ขมวดคิ้ว ก่อนหันไปมองโม่ลี่ “เจ้าพูดมา!”
โม่ลี่รีบคุกเข่าลง “ทูลฮ่องเต้ เดิมทีบ่าวจะไปเก็บดอกไม้มาให้แม่นาง คิดไม่ถึงว่าเพิ่งเดินไปได้ไม่นาน พอกลับมาก็เห็นฉินผินเหนียงเหนียงยื่นมือผลักแม่นางเข้าอย่างจัง”
“ร่างกายแม่นางอ่อนแออยู่แล้ว พอถูกผลัก ศีรษะก็ชนเข้ากับก้อนหิน เลือดไหลเสียมากมาย แล้วสุนัขตัวนั้นก็โผล่ออกมาพอดี”
