“เหนียงเหนียง นางกำนัลข้างกายไทเฮามาแจ้งว่า ไทเฮาทรงเชิญเหนียงเหนียงไปพบเพคะ”
เวินอวิ๋นเหมียนรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ทว่าฮ่องเต้ทรงให้ความสำคัญกับไทเฮา อีกทั้งตามธรรมเนียมแล้ว การเลื่อนขึ้นเป็นกุ้ยเฟยยังต้องได้รับพระอนุญาตจากไทเฮา เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้คือการเอาชนะพระทัยไทเฮาให้ได้
“เข้าใจแล้ว”
เมื่อเวินอวิ๋นเหมียนนั่งเกี้ยวมาถึงตำหนักไทเฮา ก็พบเสียนเฟยกับหยางกุ้ยเหรินที่ติดตามนางมาพอดี
หยางกุ้ยเหรินผู้นี้ไม่สะดุดตา ทั้งยังแทบไม่ออกมาเดินเล่น ยามนี้ติดตามเสียนเฟยมา จึงได้มาถวายคำนับไทเฮาด้วย
เมื่อเข้าไปด้านใน ฮองเฮามาถึงก่อนแล้ว เสียนเฟยกับเวินอวิ๋นเหมียนเข้าไปพร้อมกัน ครั้นไทเฮาทอดพระเนตรเห็นพวกนาง ก็ทรงวางพระพักตร์เคร่งขรึมยิ่งนัก
ไทเฮามักไม่แย้มพระสรวลอยู่เสมอ เวินอวิ๋นเหมียนกับเสียนเฟยจึงพาเฟยผินอีกหลายคนที่ติดตามมาด้วย ค้อมกายถวายคำนับอย่างนอบน้อม
“ถวายคำนับไทเฮาเหนียงเหนียง ฮองเฮาเหนียงเหนียง”
ไทเฮาทรงพยักหน้า “นั่งลงเถิด”
ทุกคนนั่งลง หยางกุ้ยเหรินได้รับสายตาส่งสัญญาณจากเสียนเฟย เมื่อเห็นเวินอวิ๋นเหมียนจึงเอ่ยขึ้นว่า “เมื่อครู่หม่อมฉันเห็นฮองเฮาเหนียงเหนียงประทับเกี้ยวมา ยามนี้พระสนมหยวนเฟยก็ประทับเกี้ยวมาถวายคำนับไทเฮา ดูวางท่าถือองค์ไม่น้อยเลยเพคะ เมื่อครู่หม่อมฉันมองจากด้านหลัง ยังนึกว่าเป็นฮองเฮาเหนียงเหนียงเสียอีก”
พอได้ยินเช่นนี้ เสียนเฟยก็เฝ้ารอให้ฮองเฮาเปลี่ยนสีพระพักตร์ ทว่าคิดไม่ถึงว่าฮองเฮากลับสงบนิ่ง นางย่อมรู้ว่าเสียนเฟยคิดจะทำอะไร นังหญิงชั่วผู้นี้ยังคิดยุยงให้เกิดความบาดหมางอีกหรือ
ยามนี้ฮองเฮาชิงชังเสียนเฟยยิ่งนัก กลับรู้สึกว่าพระสนมหยวนเฟยผู้ “ถูกทอดทิ้ง” นั้นน่ามองขึ้นมาไม่น้อย
ก่อนหน้านี้นางเคยกล่าวไว้แล้วว่า ความรักของจักรพรรดิไม่มีวันหยุดอยู่กับคนคนเดียวได้นาน เวินอวิ๋นเหมียนเคยได้รับความโปรดปรานในตอนแรก แต่บัดนี้ก็มิใช่ว่าฮ่องเต้ไม่โปรดปรานนางแล้วหรือ
ความขุ่นข้องในพระทัยฮองเฮาจึงสงบลง
เพราะนางรู้ว่า สตรีทุกคนในวังแห่งนี้ล้วนไม่ต่างกัน ไม่มีผู้ใดเป็นคนพิเศษ
เมื่อทุกคนเหมือนกัน ฮองเฮาจึงรู้สึกสบายพระทัยขึ้น
