ตำหนักฉินเจิ้ง
จวินเฉินอวี้ขมวดคิ้วแน่น กงกงลู่รู้ว่าฮ่องเต้กริ้วเรื่องแม่นางหนิงกับฉางจ้ายเหอเมื่อครู่ จึงคุกเข่าลงกราบทูลว่า “ฝ่าบาทโปรดอย่ากริ้ว ขันทีและนางกำนัลที่รับสินบนเหล่านั้นถูกส่งไปศาลาคุมกฎแล้วพ่ะย่ะค่ะ ต่อไปกระหม่อมจะกำชับคนให้ดูแลเหล่าองค์ชายและองค์หญิงอย่างเข้มงวด จะไม่ให้เกิดเรื่องผิดพลาดอีกพ่ะย่ะค่ะ”
จวินเฉินอวี้กริ้วเรื่องนี้อยู่แล้ว “เจ้าว่า ซวงเสวี่ยเป็นคนเช่นนั้นหรือไม่”
กงกงลู่เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจความหมายของคำถามที่จู่ ๆ ฮ่องเต้ก็ตรัสขึ้นมา จึงชะงักงันไปครู่หนึ่ง “ฝ่าบาททรงหมายถึงเรื่องใดพ่ะย่ะค่ะ”
ถึงกระนั้นกงกงลู่ก็หัวไว ไม่นานก็คิดตามได้ หากไม่เช่นนั้นขันทีประจำพระองค์ผู้คอยรับใช้ใกล้ชิดฮ่องเต้คงไม่ใช่เขา คนอื่นย่อมทำตัวรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาได้ไม่เท่าเขา
“ฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าเรื่องวันนี้แม่นางหนิงคงไม่ได้ตั้งใจ อย่างคราวก่อนที่นางอยู่ในศาลากับองค์ชายรองของฮองเฮาเพื่อหลบฝน ก็เพราะนางชอบเด็ก วันนี้มาหา คงเพียงอยากมาเยี่ยมองค์ชายสามเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
จวินเฉินอวี้หลุบตามองกงกงลู่ที่คุกเข่าอยู่ “เสี่ยวลู่จื่อ เจ้านี่ช่างพูดจาประจบสอพลอขึ้นทุกที”
น้ำเสียงของจวินเฉินอวี้ไร้ความรู้สึก “เจ้าคิดว่าเราโปรดปรานนาง จึงพูดเอาใจเราตามที่เราพอใจใช่หรือไม่”
หัวใจกงกงลู่เต้นระรัว “กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
จวินเฉินอวี้วางฎีกาลงบนโต๊ะทรงงาน “นางรู้อยู่แล้วว่าตนเองป่วย แต่ยังดึงดันมาเยี่ยมฉงอินกับจ้านหัว หากตั้งใจมาเยี่ยมเด็กจริง เหตุใดไม่บอกเรา กลับลอบมาลับ ๆ ล่อ ๆ”
กงกงลู่ใจหายวาบ
เขาก้มหน้าลง รู้สึกว่าคราวนี้ตนคาดเดาผิดไปบ้าง
