สีหน้าฉินเจาเย็นชาลงในพริบตา ต่อให้หนีอวี้เหิงไม่เอ่ย เขาก็รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
หนีอวี้เหิงถามว่า “เจ้าจะไปดูเขาหรือไม่”
ฉินเจาขมวดคิ้ว “เขาเป็นอันตรายถึงชีวิตหรือไม่”
“บาดเจ็บสาหัส แต่ข้าซ่อนเขาไว้ในบ้านที่ค่อนข้างมิดชิดของข้าแล้ว”
ฉินเจาจึงค่อยผ่อนลมหายใจ “ข้าจะให้คนรีบไปรับเขามา”
หนีอวี้เหิงชะงักไป คาดไม่ถึงว่าฉินเจาจะนึกถึงเขาด้วย
เขาจึงกล้าตบไหล่ฉินเจาเบา ๆ “เช่นนั้นก็ดี”
“เรื่องวันนี้ข้ารู้แล้ว ขอบใจมาก”
ลูกกระเดือกฉินเจาขยับเล็กน้อย “อีกอย่าง ฝากขอบใจนางแทนข้าด้วย”
หนีอวี้เหิงหัวเราะหึ “ประโยคสุดท้ายนี่ต่างหากที่เป็นใจความสำคัญของท่านอ๋องกระมัง แต่ครั้งนี้เหนียงเหนียงหุนหันพลันแล่นไปหน่อยเพราะต้องการส่งข่าวให้ท่าน คิดว่านางคงเห็นว่าชีวิตท่านสำคัญยิ่งเช่นกัน”
แม้ปกติหนีอวี้เหิงจะดูไม่เอาไหน แต่กลับเป็นคนละเอียดอ่อน เขากล้าทำตัวกำเริบเสิบสานต่อหน้าฉินเจา ก็เพราะรู้ว่าท่านยมทูตมีชีวิตผู้นี้ไม่เหมือนในคำร่ำลือ
เขากล่าวกับฉินเจาอย่างจริงจังว่า “เพราะฉะนั้น จงมีชีวิตอยู่ให้ดี”
ทันใดนั้น เซียวอิ่งก็เร่งฝีเท้าเข้ามา “นายท่าน อี้หวางพากองทหารราชวังมาถึงแล้ว”
หนีอวี้เหิงหน้าถอดสี “ข้าสวมชุดสตรีแล้ว เหตุใดยังตามมาถึงที่นี่ได้อีก”
ท่ามกลางราตรี คิ้วตาของฉินเจาคมเข้มขึ้น “ไปหลบก่อน ข้าจะคุ้มครองเจ้าเอง”
หนีอวี้เหิงตาเป็นประกาย เขาไม่เคยสงสัยในฝีมือของฉินเจา จึงรีบไปซ่อนตัวทันที
แม้จวินอวิ๋นโจวจะเป็นพระอนุชาของฮ่องเต้ แต่ก็ไม่กล้าพาคนบุกเข้ามาอย่างกำเริบเสิบสาน
