มือของฉินเจาเลื่อนเข้าไปใต้กระโปรงของนาง ในที่สุดผิวกายขาวผ่องราวหิมะของเวินอวิ๋นเหมียนก็ปรากฏแก่สายตาเขา
แววตาของฉินเจามืดครึ้มลงยิ่งกว่าเดิม
ทันใดนั้นดวงตาของเวินอวิ๋นเหมียนก็เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำ นางอดสั่นสะท้านไม่ได้ ก่อนจะกอดไหล่กว้างของเขาไว้แน่น แสงสว่างเบื้องหน้าถูกเขาบดบังจนหมดสิ้น
ริมฝีปากของนางส่งเสียงครางแผ่วเบา พลางซุกใบหน้าลงกับไหล่ที่โน้มลงมาของเขาอย่างแง่งอน “เบาหน่อย เจ็บ...”
ใบหน้าคมสันและเย็นชาของฉินเจายิ่งดูคมเข้มลึกล้ำ เขาเห็นพวงแก้มนางแดงระเรื่อ จึงยกมุมปากขึ้นน้อย ๆ “เหมียนเหมียนเด็กดี กอดข้าให้แน่น”
มือเรียวยาวของเขามีเส้นเอ็นปูดนูน นิ้วสวมแหวนทรงแบน ก่อนจะรวบข้อมือขาวผ่องเรียวยาวทั้งสองข้างของนาง แล้วยกขึ้นเหนือศีรษะ
เวินอวิ๋นเหมียนไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะมีเรี่ยวแรงมากถึงเพียงนี้ ทั้งยังเอ่ยถ้อยคำปลอบประโลมนาง แต่กลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงแม้แต่น้อย
คนหลอกลวง...
ราตรีภายนอกกับดวงจันทร์เริ่มพร่าเลือน ม่านโปร่งบนเตียงไหววูบทั้งที่ไร้ลม หากเพ่งมองให้ดีจึงเห็นว่าเป็นเตียงที่กำลังสั่นไหว
หลังม่านโปร่งมีเงาร่างงดงามอรชรนั่งอยู่ตรงนั้น เส้นผมดำขลับพลิ้วไหวตามแรงสั่นของเตียงอย่างแผ่วเบา
……
ท้องฟ้าค่อย ๆ สว่างขึ้น
ดอกโบตั๋นถูกกิ่งไม้ทรมานอยู่ตลอดคืน ทว่าก็ยังชุ่มฉ่ำด้วยหยาดฝน เมื่อเทียบกันแล้วกลับยิ่งอ่อนช้อยนุ่มนวลกว่าเดิม
ภายในตำหนัก เสียงของเวินอวิ๋นเหมียนแหบพร่าและหอบหายใจ เส้นผมยาวชื้นหมาดแนบอยู่ข้างแก้ม ผิวขาวผ่องของนางแดงระเรื่อได้ง่ายอยู่แล้ว ยามนี้จึงแดงดุจเมฆา งดงามอ่อนหวานจับตา
นางร่ำไห้ มือทั้งสองข้างยันแผงอกกว้างแข็งแกร่งของเขาไว้
“เบาหน่อย...”
บุรุษผู้นี้พอเปิดฉากรักขึ้นมา เหตุใดจึงร้ายกาจถึงเพียงนี้
