เมื่อได้ยินจวินเฉินอวี้กล่าวเช่นนั้น เวินอวิ๋นเหมียนจึงเอนกายซบอ้อมอกของเขาอย่างอ่อนโยน
“ฮ่องเต้ทรงดีกับหม่อมฉันยิ่งนัก”
จวินเฉินอวี้ก้มพระพักตร์ลงพอดี เห็นใบหน้าด้านข้างขาวผ่องนุ่มนวลของเวินอวิ๋นเหมียน “เจ้าเป็นสนมของเรา เราไม่ดีกับเจ้าแล้วจะไปดีกับผู้ใด?”
“หม่อมฉันก็จะดีกับฮ่องเต้ไปชั่วชีวิต” นางเอ่ยเสียงหวานนุ่ม ถ้อยคำซึมลึกเข้าไปในพระทัยของจวินเฉินอวี้
สายพระเนตรของจวินเฉินอวี้ทอดไปยังแผ่นกระดาษเซวียนจื่อบนโต๊ะ จึงตรัสถามด้วยความสงสัย “อ้ายเฟยวาดสิ่งใดอยู่เมื่อครู่หรือ?”
เวินอวิ๋นเหมียนหน้าแดง ราวกับเด็กสาวถูกล่วงรู้ความในใจ “ฮ่องเต้ลองทายดูสิ”
“วาดเราอย่างนั้นหรือ?”
ดวงตาของเวินอวิ๋นเหมียนเป็นประกาย สีหน้าเปี่ยมด้วยความเลื่อมใส “ฮ่องเต้ทรงเดาได้อย่างไรเพคะ?”
จวินเฉินอวี้เลิกพระขนงอย่างประหลาดใจ เพราะเดิมทีเพียงต้องการหยอกนางเท่านั้น
เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนี้ พระทัยของจวินเฉินอวี้กลับเฝ้ารอขึ้นมา มุมพระโอษฐ์มีรอยยิ้ม ก่อนจะทอดพระเนตรภาพวาดบนกระดาษ
คาดไม่ถึงว่าผู้ที่อยู่ในภาพจะเป็นพระองค์จริงๆ
นางประคองม้วนภาพไว้ รอยยิ้มสดใสจับตา ดวงตาคู่นั้นมองพระองค์อย่างเปล่งประกาย ประหนึ่งสายน้ำใสสงบในทะเลสาบ
“ฝีมือวาดภาพของหม่อมฉันไม่ดีนัก วาดความองอาจสง่างามของฮ่องเต้ออกมาไม่ได้ ขอฮ่องเต้อย่าทรงรังเกียจเลยเพคะ”
จวินเฉินอวี้แย้มพระโอษฐ์ “เหมียนเอ๋อร์วาดได้ดีมาก”
ภาพนั้นเป็นฉากที่พระองค์ประทับอยู่บนที่สูงในวันนี้ ก่อนที่นางจะหมดสติ พระองค์เร่งฝีพระบาทเข้าหานาง
