จวินเฉินอวี้ถอนสายตากลับมา มองเวินเล่อเยียนอย่างเย็นชา “เราถามเจ้า เมื่อครู่ฮองเฮากับเว่ยกุ้ยเหรินกล่าวว่าเจ้าโดนกุ้ยเฟยกักขังไว้ในตำหนักเหยียนซี เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่?”
เว่ยกุ้ยเหรินคุกเข่าอยู่ด้านข้าง มองสตรีผู้นั้นด้วยแววตาเวทนา รู้สึกว่านางแม้โชคดีตั้งครรภ์ แต่ก็มีชะตาน่าเวทนาไม่ต่างจากตน ผู้ไม่อาจมีบุตรไปตลอดชีวิต
นางกล่าวกับเวินเล่อเยียนอย่างอ่อนโยน “น้องเล่อ อย่ากลัวไปเลย มีฮ่องเต้อยู่ที่นี่ หากเจ้ามีความทุกข์อันใดก็บอกฮ่องเต้ได้ ฮ่องเต้จะต้องคืนความเป็นธรรมให้เจ้าแน่”
เวินเล่อเยียนกัดริมฝีปาก “ทูลฮ่องเต้ หม่อมฉันตั้งครรภ์จริง และช่วงนี้ก็อยู่ในตำหนักเหยียนซีมาโดยตลอด”
เมื่อได้ยินคำของเวินเล่อเยียน ฮองเฮากับเว่ยกุ้ยเหรินต่างก็ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก
แต่คาดไม่ถึงว่าเวินเล่อเยียนจะกล่าวต่อว่า “แต่ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะหม่อมฉันร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เยาว์วัย ตั้งครรภ์แล้วก็ไม่รู้ตัว กระทั่งครั้งหนึ่งหมดสติไปขณะเข้าเฝ้ากุ้ยเฟยเหนียงเหนียงในตำหนัก จึงได้รู้ว่าตนตั้งครรภ์”
ฮองเฮาพลันสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ สัญญาณเตือนภัยในใจดังขึ้นทันที
เว่ยกุ้ยเหรินกลับกล่าวว่า “แล้วกุ้ยเฟยก็ฉวยโอกาสตอนเจ้าตั้งครรภ์ กักขังเจ้าไว้ ใช่หรือไม่?”
เวินเล่อเยียนเงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจ “เว่ยกุ้ยเหริน เหตุใดท่านจึงคิดว่ากุ้ยเฟยเหนียงเหนียงเป็นคนเลวอยู่เสมอ? กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงเป็นคนดีนะ”
สิ้นคำ เว่ยกุ้ยเหรินก็ชะงักงัน “เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”
จวินเฉินอวี้หรี่ดวงเนตรเย็นชา พระหัตถ์เรียวยาววางอยู่บนพระชานุ
